Sunday, February 21, 2016

Ep.9 Paris: "Je t'aime" หลงรักปารีส 24 ชั่วโมง

         
ทริปฮันนีมูนในฝรั่งเศสคงจะไม่สมบูรณ์หากขาดการไปเยือนนครปารีส  

มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของความโรแมนติก...


          เราออกเดินทางจากเมือง Rennes ด้วยรถไฟเที่ยว 11 โมงเช้า และไปถึงสถานี Montpanasses ใน Paris ประมาณ บ่ายโมงครึ่ง จากนั้นจึงต่อรถไฟใต้ดินจากสถานี Montpanasse Bienvenue ไปยัง สถานี Notre Dame de Loirette เพื่อไปเช็คอินที่โรงแรมที่อยู่ใกล้ๆสถานี โรงแรมที่เราจองผ่านเว็บ Booking.com ไว้ชื่อ Lodge du Centre ราคาคืนละประมาณ 109 ยูโร เราจะพักที่นี่ทั้งหมด 4 คืน  โดยเราจะเที่ยวอยู่ในปารีสจริงๆ แค่ประมาณ 2 วันครึ่ง ที่เหลือเราจะออกไปเที่ยวบริเวณใกล้ๆ ปารีสและ Disneyland

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,โรงแรม
โรงแรม Lodge du Centre
Credit picture:http://www.dreamsdestino.com
          การเดินทางใน Paris นั้นสะดวกสบาย เนื่องจากมีรถไฟใต้ดินไปถึงสถานที่เที่ยวสำคัญๆทั้งหมด และมี Pass ให้เลือกใช้มากมาย   โดยเราสามารถเลือกซื้อตามจำนวนวันที่เราจะใช้ และตามโซนที่เราจะไปเที่ยว 

         สำหรับทริป Paris ในครั้งนี้ เราเลือกใช้ Pass ที่ชื่อว่า Ticket Mobilis ที่เป็นแบบหนึ่งวัน  เราสามารถเลือกตามโซนที่เราจะไป แยกย่อยเป็น 4 แบบด้วยกัน  อย่างเช่นถ้าเราเที่ยวแค่ใจกลางเมืองเราก็จะซื้อแบบที่ Zone 1-3 ราคา 9.30 ยูโร  แต่ถ้าเราจะไปพระราชวัง Versailles ด้วย  เราก็ต้องซื้อแบบ Zone 1-4

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,รถไฟใต้ดิน,pass

          สถานที่เที่ยวหลักที่อยู่ใจกลางเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ภายในโซน 1 - 3 ยกตัวอย่างเช่น หอไอเฟล ประตูชัย (Arc de Triomphe), สวน Luxembourg, Louvre Museum, Musee D'orsay, Notre Dame, Sainte-Chapelle, Montmatre, Pont des Art, Pont Neuf 
แต่ใครอยากได้ครอบคลุมถึงการเดินทางไปสนามบิน พระราชวังแวซายล์ และ Disneyland จะต้องใช้ โซน 1-5

          สำหรับเราที่เที่ยวแค่ในตัวเมืองเท่านั้น เราจึงเลือกซื้อแบบ Zone 1-3 

ออกสำรวจเมืองกันเลย !

          เนื่องจากวันนี้มีฝนตกเล็กน้อย เราเลยเลือกที่จะเที่ยวพิพิธภัณฑ์ก่อน  และเมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ในปารีส ที่แรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดเราก็คือ Louvre 

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ

          ด้วยความที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การไปเยี่ยมชมที่นี่จึงต้องวางแผนให้ดี  ไม่เช่นนั้นคงต้องเสียเวลาต่อคิวกันนานเลยทีเดียว  ทางออกของเราคือการหาซื้อ Museum Pass ที่เป็น Pass สำหรับเข้า Museum ได้เกือบทุกแห่งในปารีส  และไม่ต้องรอคิวซื้อตั๋วให้เสียเวลา  เราเลยขอเรียกบัตรนี้ว่าบัตรเบ่ง  เพียงยกขึ้นมาโบกให้เจ้าหน้าที่ดู  ก็เดินเฉิดฉายเข้าไปได้เลย  สนนราคาของบัตรนี้อยู่ที่ 42 ยูโร  โดยจะใช้ได้ 2 วันติดกัน (มีแบบ 4 วัน และ 6 วันด้วย แต่ราคาก็จะสูงขึ้นตามลำดับ)

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ
Credit:http://rorymoulton.com

          คำถามคือจะซื้อหรือไม่ซื้อดี ? เพราะราคาไม่ถูกเลย  วิธีคิดคือ  ดูว่าจะไปไหนบ้าง  แล้วลองเอาค่าเข้าของสถานที่ที่เราจะไปมาบวกกัน  ถ้ารวมค่าเข้าทุกที่แล้วแล้วแพงกว่า หรือใกล้เคียงกับราคา Museum Pass  เราแนะนำให้ซื้อ  ในกรณีของเรา  เราใช้บัตรนี้เข้าสถานที่ดังต่อไปนี้

  • Louvre Museum (12 ยูโร)
  • L'Arc de Triomphe  (9.5 ยูโร)
  • Musee d'Orsay (9 ยูโร)
  • Sainte-Chapelle (8.5 ยูโร)


          คำนวณค่าเข้าทั้ง 4 ที่ ตกอยู่ที่ประมาณ 39 ยูโร  ใกล้เคียงกับค่า Pass มาก  เราจึงซื้อ Pass เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาในการต่อคิว

          การเดินทางไป พิพิธภัณฑ์ลูฟ เราสามารถนั่งรถไฟใต้ดินไปโผล่ด้านใต้ของลูฟได้เลย  โดยลงสถานีชื่อ Palais Royal- Musee du Louvre ภายในจะมีร้านค้า และคาเฟ่อยู่  รวมทั้งร้านที่ขาย Museum Pass ด้วย ชื่อว่าร้าน La Civette du Carrousel เป็นร้านขายบุหรี่เเต่ขายบัตรด้วยค่ะ


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ

          เราเดินขึ้นมาข้างบน เพื่อเข้าประตูที่อยู่ตรงปิระมิดแก้ว  ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของพิพิธภัณฑ์ลูฟ และเป็นจุดถ่ายรูปที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนที่นี่

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ


          เข้าไปด้านในจะเป็นบันไดเลื่อนลงไปสู่ใต้ดินอีกครั้ง จุดนี้เปรียบเสมือน Lobby ขนาดใหญ่ที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากทุกสารทิศทั่วโลก จากจุดนี้ก็จะแยกแตกแขนงออกไปตาม Zone ต่างๆ  ถ้าจะดูทั้งหมดคงใช้เวลาเป็นวันแน่นอน  สำหรับเราที่มีเวลาไม่มาก เราจึงทำการบ้านมาก่อนว่าอยากเห็นอะไรบ้าง จากนั้นหยิบแผนที่แล้วมุ่งตรงไปที่นั่น


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ

          อย่างแรกที่เราอยากเห็นคือรูปปั้น Nike เทพีแห่งชัยชนะ ชื่อเต็มๆของรูปปั้นนี้คือ Winged Victory of Samothrace 

          แต่ระหว่างทางไปดู เราก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมรูปปั้นอื่นๆในนี้  แต่ละชิ้นสวยๆทั้งนั้น

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ

          ทึ่งกับการแกะสลักหินให้ดูพลิ้วเหมือนกับผืนผ้า


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ


          แต่ที่ถูกใจเราที่สุดคือรูปปั้น เทพเจ้า Selfie องค์นี้นี่เอง เลยต้องขอเซลฟี่ข้างๆสักหนึ่งรูป เทพองค์นีอาจจะเป็นผู้บุกเบิกเทรนด์เซลฟี่ก็เป็นได้  

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ
Apollo Slaying the Python หรือ Selfie Statue
          ด้วยความที่ชอบมาก เมื่อกลับมาถึงบ้านเราจึงค้นดูว่าจริงๆแล้วรูปปั้นนี้ชื่ออะไร  แต่คำตอบที่ได้รับคือ ฝรั่งก็เรียกรูปนี้ว่า รูปปั้นเทพเจ้าเซลฟี่เหมือนกับเราเลย  ค้นอยู่นานสุดท้ายก็เจอผู้รู้มาบอกว่าจริงๆแล้ว รูปปั้นนี้เป็นเทพเจ้า Apollo และชื่อรูปปั้นจริงๆแล้วชื่อว่า Apollo Slaying the Python เพราะถ้าสังเกตดีๆ เทพองค์นี้กำลังฆ่างูเหลือมที่อยู่เขาเหยียบอยู่ใต้เท้า  และในมือที่เหมือนกำลังถือมือถือเซลฟี่อยู่นั้น จริงๆน่าจะถือดาบ อยู่  แต่ดาบอาจจะทำจากวัสดุที่ไม่คงทนเท่าหินอ่อน จึงผุพังและสูญหายไปตามกาลเวลา  แต่ที่แน่ๆ รูปปั้นรูปนี้ดังใช่ย่อยเลยทีเดียว เพราะท่าโพสเซลฟี่อันสง่างามท่านี้นี่เอง


          รูปปั้นอันต่อไป  ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน  ชื่อท่าก้มดูของตัวเอง แล้วกลุ้มใจ (555555) เราตั้งชื่อให้เอง

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ

          สุดท้ายก็เดินมาถึงบริเวณที่จัดแสดงรูปปั้น Nike ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนบันได มีแสงธรรมชาติที่ลอกผ่านกระจกด้านบน ส่องกระทบลงบนรูปปั้น 


          เ
ทพี Nike เป็นเทพีแห่งชัยชนะของกรีก คาดเดากันว่ารูปปั้นนี้ คนปั้นตั้งใจทำให้เหมือนกับเทพีกำลังลอยลงมาจากฟ้า แล้วมาขนาบข้างเรือรบยามออกศึกสงคราม  ปีกของรูปปั้นจึงกางออก และผ้าที่พลิ้วเหมือนถูกลมทะเลประทะ
Nike


          ศิลปะชิ้นเอก ชิ้นต่อไปที่เราตั้งใจไปดูก็คือผลงานที่ดังที่สุดในโลก Mona Lisa ของ Leonardo Da Vinci ที่เราอยากจะมาเห็นชองจริงสักครั้งในชีวิต  แต่ความโด่งดังก็มาพร้อมกับความยากลำบากในการเข้าถึง  รูปนี้ก็เหมือนดาราซุปเปอร์สตาร์ที่มีแฟนคลับรายล้อม  กว่าเราจะเบียดแทรกเข้าไปได้เล่นเอาหน้ามืด สุดท้ายก็ต้องถ่ายรูปอยู่ไกลๆ  ได้มาหนึ่งรูป  ชัดที่สุดได้แค่นี้แหละ  แต่ก็ถือว่าทำภารกิจสำเร็จ

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass, Louvre, ลูฟ,Mona lisa
Mona Lisa
          ออกจากความวุ่นวายในลูฟ เรามาเที่ยว Paris ในแบบที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวกันบ้าง  เมืองนี้เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยให้เราได้ไปค้นหาอีกมากมาย ทุกคร้งที่เลี้ยวไปยังถนนเส้นใหม่ ก็จะได้ค้นพบสเน่ห์ของเมืองปารีสมากขึ้นๆ 

          ที่แรกที่เราก็เดินผ่าน เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจของปารีส เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า L'Eglise Saint Eustache โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของปารีส โดยมีความโดดเด่นด้วยโครงสร้างที่โอ่อ่าอลังการจนเหมือนกับวิหารมากกว่าโบสถ์ ด้านหน้าโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ Gothic แต่ภายในกลับตกแต่งในสไตล์ Renaissance เสียดายที่เราไม่ได้แวะเข้าไป  เนื่องจากความหิว เราเลยถ่ายรูปแค่ด้านนอกของตัวโบสถ์  แล้วมุ่งหน้าไปยังถนนที่มีร้านอาหารเต็ม 2 ข้างทางอย่าง Rue Montorgueil

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,saint eustache

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,Museum pass

          เนื่องจากไม่ได้หาข้อมูลมาล่วงหน้า เราจึงตรงดิ่งเข้าไปหาร้านที่ดูน่ากิน  และกินง่าย และน่าจะรวดเร็ว (เพราะตอนนี้หิวโหยมาก )อย่างร้านแฮมเบอร์เกอร์  ร้านนี้มีชื่อว่า Bistro Burger Montorgueil ขนาดชื่อร้านยังง่ายๆเลย  อ่านปุ๊บรู้เลยว่าขายอะไร

เบอร์เกอร์ชุ่มฉ่ำ อร่อยมาก

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,ร้านอาหาร, เบอร์เกอร์




          จบจากของคาว เราก็พุ่งตรงไปร้านของหวาน ที่เราเล็งไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าร้านเบอร์เกอร์ มันก็คือร้านไอติมเจลาโต้ชื่อดัง Amorino ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ  


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,ร้านอาหาร, ไอติม, Amorino
Credit:http://www.veroniquenocquet.com
          นอกจากรสชาติอร่อยแล้ว จุดเด่นคือเค้าจะตักเจลาโต้เรียงเป็นรูปกุหลาบสวยงาม  เหมาะกับการถ่ายรูปสุดๆ





          กินเสร็จ  ก็ได้เวลาสำรวจปารีส ในฉบับ Unseen เดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอย โดยตรอกแรกที่เราจะไปชื่อว่า Passage du Grand Cerf เป็นเหมือนแหล่งshopping เล็กๆ  ลักษณะเหมือยซอยที่อยู่ระหว่างตึก 2 ตึก  แต่จะมีหลังคากระจกคลุมไว้  ทำให้เหมาะอย่างยิ่งกับการเที่ยวปารีสในวันที่ฝนตกอย่างวันนี้


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,passage du grand cerf

          ภายในขายของหลากหลายสไตล์ ส่วนใหญ่จะเป็นของ Antique และพวกของแฮนด์เมด บรรยากาศในนี้ดูขลังมาก  ถ่ายรูปออกมาแล้วเหมือนอยู่อีกยุคหนึ่งเลย

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,passage du grand cerf


          ร้านค้าที่เราสนใจคือร้านนี้ที่ขายลูกบิดประตูสีสันสดใส  อยากได้สักอัน

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,passage du grand cerf

          ที่ถัดมาคือ Museum ที่เป็นที่รู้จักดีอีกที่หนึ่งในปารีส The Centre Pompidou ที่นี่แตกต่างจาก Louvre อย่างสิ้นเชิง  เพราะที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมงานศิลปะสมัยโบราณ แต่เป็นที่รวบรวมศิลปะร่วมสมัยในหลายรูปแบบ ทั้ง Modern Art ศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับดนตรี และ Public Information Library 




review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,center pompidou
         
          เนื่องจากเราไม่ใช่แฟน Modern Art เราจึงไม่ได้เข้าไปดูภายใน  ได้แต่เดินเล่นอยู่รอบๆ  บริเวณนี้มีน้ำพลุสีฉูดฉาด ที่ใครเดินผ่านไปผ่านมาเป็นต้องแวะเข้าไปดูใกล้ๆ  ชื่อว่าน้ำพุ Stravinski ที่ประกอบไปด้วยรูปปั้น 16 ชิ้น ที่พ่นน้ำออกมาได้ (แต่วันนั้นเค้าปิดน้ำ  น้ำพุเลยกลายเป็นบ่อแห้งเหือด) เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวแทนผลงานของนักประพันธ์ชื่อ Igor Stravinki
review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,center pompidou,stravinski


          สเน่ห์ของบริเวณนี้อีกอย่างคือการได้เห็นการอยู่ร่วมกันของความ คลาสสิค และ ความโมเดิร์นในนครปารีส

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,center pompidou,stravinski


          เดินเรื่อยๆ ไปจนถึง Hotel de Ville ระหว่างทางก็ถูกยั่วยุด้วยร้านเสื้อผ้ามากมาย  และก็เสียตังค์ให้ ZARA จนได้  นางรีดไถเราและแฟนไปเยอะเลยทีเดียว
review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,hotel de ville

หน้า Hotel De Ville มีม้าหมุนน่ารัก เหมาะสำหรับถ่ายรูป 


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,hotel de ville

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,hotel de ville

          จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Hotel De Ville เพื่อไปยังแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งบนถนน Champs Elysees นั่นก็คือ ประตูชัย (L'Arc de Triomphe de l'Etoile) ด้วยความหวังว่าจะไปเก็บแสงสุดท้ายก่อนหมดวันที่นั่น จะเดินทางไปที่นี่ให้ลงสถานี Charles de Gaulle-Etoile 

          L'Arc de Triomphe de L'Etoile เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่สู้รบในสงครามนโปเลียน และช่วงการปฎิวติฝรั่งเศส โดยบนผนังของประตูชัยได้มีการสลักชื่อทหารเหล่านี้เอาไว้มากมาย 

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย

          ประตูชัยนี้มีความสูงถึง 50 เมตร และกว้าง 45 เมตร เราสามารถปีนขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ (ใช้ Museum Pass เข้าได้เลย)  แต่สิ่งที่ควรคำนึงก่อนเข้าไปคือ จะเห็นวิวสวยต้องปีนบันไดประมาณ 280 ขั้น วนๆๆๆๆๆ 

          แน่นอนว่ามาถึงที่แล้ว เราสู้ตาย ไหนๆก็มาแล้ว  อยากจะเผาผลาญเบอร์เกอร์และไอติมที่กินไปอยู่พอดี

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย

แต่ถามว่าวิวบนนั้นคุ้มค่าเหนื่อยมั้ย ? 

           คุ้มทุกย่างก้าว (ก้าวที่ 200 ขึ้นไป แทบยกขาไม่ไหว)

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย

         มองเห็นหอไอเฟลได้ชัดเจน  ช่วงนี้จะมีการเปิดไฟ เพิ่มความอลังการ  สร้างความตื่นเต้นให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย
        review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย

          ข้างบนลมค่อนข้างแรงเลยทีเดียว  แต่สิ่งที่เราหวั่น  คือการเดินลง  (แต่ยังไงก็เหนื่อยน้อยกว่าเดินขึ้นเยอะ)  

          วันนี้ขอจบการท่องเที่ยวปารีสในวันแรกแต่เพีงเท่านี้

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, L'Arc de tromphe,ประตูชัย


          วันรุ่งขึ้น  เรามีโปรแกรมเที่ยวเมืองปารีสแบบเน่นเอี๊ยด  เริ่มกันด้วยการไปสร้างแลนด์มาร์ค  โดยการคล้องกุญแจแห่งรัก  ที่สะพาน Pont des Arts

          โดยเราจะออกจากสถานีรถไฟใต้ดินที่สถานี Louvre เผื่อถ่ายรูปกับปิระมิดแก้วอีกรอบ  เนื่องจากเมื่อวานฝนตกเรายังไม่ได้รูปที่ถูกใจ เลยต้องมาเพื่อถ่ายซ่อม  วันนี้โชคเข้าข้าง ฟ้าสดใส  แถมตอนเช้าๆก็ไม่มีคนเลยด้วย


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, Louvre, ลูฟ

          เดินไปอีกนิดก็ถึงแม่น้ำแซน  และที่เห็นข้างหน้าคือ Pont des Arts นั่นเอง


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts

ช่างเป็นเช้าที่เงียบสงบ 

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts,คล้องกุญแจ

          มีคู่รักมากมายมาคล้องกุญแจที่นี่ บนสะพานที่ข้ามแม่น้ำแซน  แม่น้ำสายหลักของปารีส  โดยมี Pont Nuef สะพานที่เก่าแก่ที่สุดของปารีสเป็นฉากหลัง เราสองคนจึงไม่พลาดที่จะคล้องกุญแจ เป็น Sweet Gimmick ของทริป ณ เมืองหลวงแห่งความโรแมนติกแห่งนี้

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts,คล้องกุญแจ


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts,คล้องกุญแจ

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts,คล้องกุญแจ


          ตอนนั้นเราไปช่วงต้นเดือนเมษา 2015 ยังสามารถคล้องกุญแจบนสะพานได้บางส่วน  แต่ล่าสุดเราเช็ค ตอนนี้ไม่สามรถคล้องได้แล้ว เพราะทางฝรั่งเศสกลัวว่าน้ำหนักของแม่กุญแจที่นักท่องเที่ยวมาคล้อง จะทำให้สะพานแห่งนี้พังลงมา  หากใครไปปารีสแล้วอยากคล้องกุญแจที่สะพานนี้ จะคล้องได้แค่บริเวณราวสะพานริมๆ เท่านั้น ไม่สามารถคล้องกุญแจบนสะพานได้อีกต่อไป


           ถ้าหากใครยังอยากจะคล้องกุญแจในปารีส  ยังมีอีกสะพานที่สามารถไปคล้องได้ คือสะพาน Pont de l’Archevêché ที่อยู่ติดกับ Notre Dame บนสะพานเต็มไปด้วย Love Locks ที่มีข้อความหวานๆ ของคู่รัก แทบจะทุกภาษาทั่วโลก  (ใครที่ชอบคล้องกุญแจ  ชอบสร้างแลนด์มาร์คเวลาไปเที่ยวลองอ่าน 7 สถานที่คล้องกุญแจรอบโลก ที่เราเคยลงไว้ได้นะ)

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน, pont des arts,คล้องกุญแจ



          ปารีสในเดือนเมษายนยังมีเซอไพรซ์ให้เราอีกหนึ่งอย่าง  นั่นคือสีชมพูสดใสของต้นซากุระ  ที่คอยโผล่มาให้เห็นได้ตลอดเกือบทั่วเมือง  ทำให้เรานึกถึงเพลงที่ชื่อว่า La Vie en Rose เลย  เหมือนโลกเป็นสีชมพู (ถ้าเทียบสำนวนไทย ก็คงประมาณชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ)

" Hold me close and hold me fast, the magic that you cast, this is la vie en rose"

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,เมษายน,ซากุระ

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,เมษายน,ซากุระ

          เดินเลียบแม่น้ำแซนไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจุดหมายถัดไปของเรา คือ Musee d'Orsay ที่เป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะชื่อก้องโลกมากมาย  โดยเฉพาะศิลปะแนว impressionist (สามารถใช้ Museum Pass เข้าได้เลย)
review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,musee d'orsay,impressionist, art, van gogh, monet

          ที่นี่เคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อนในช่วง 1900-1939 ดูจากสถาปัตยกรรมด้านทั้งด้านนอกและด้านใน ยังเหลือเค้าโครงของสถานีรถไฟให้เห็น


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,musee d'orsay,impressionist, art, van gogh, monet

          จุดมุ่งหมายหลักของเราในครั้งนี้คือการมาเยี่ยวชมห้องแสดงผลงานของ Vincent Van Gogh จิตกรคนโปรดของเรา หลังจากได้ไปตามรอย Van Gogh ถึงเมือง Arles แล้ว (หากใครสนใจลองคลิ๊กเข้าไปอ่านได้) วันนี้เราจะได้ใกล้ชิดกับผลงานของเขาจริงๆ


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,musee d'orsay,impressionist, art, van gogh, monet

          ที่นี่มีผลงานชื่อดังของ Vangogh อยู่หลายชิ้น  อย่างเช่น The Church at AuversStarry night over the RhoneVan Gogh self-portrait


review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,musee d'orsay,impressionist, art, van gogh, monet
Church at Auvers

review, Honeymoon, france, Paris, รีวิว, ฝรั่งเศส, ฮันนีมูน,musee d'orsay,impressionist, art, van gogh, monet
Starry Night over the Rhone


          นอกจากผลงานของ Van Gogh แล้ว ก็ยังมีภาพวาดของจิตรกรชื่อดังอีกหลายคน รวมทั้ง Claude Monet ที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้สีน้ำในการสร้างสรรผลงาน (ต่างจาก Van Gogh ที่ใช้สีน้ำมันเป็นหลัก)


          ภาพเซ็ตนี้ของ Monet ชื่อ Rouen Cathedral ดูจะถูกใจคุณแฟนของเราที่สุด เสน่ห์ของภาพเซ็ตนี้คือการวาดรูปด้านหน้าวิหารอันเดิม แต่วาดในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวัน และปี ทำให้เห็นว่าแสงที่ต่างกันทำให้มองความงามของวิหารแตกต่างกันไป






          ชั้นบนสุดมีนาฬิกาอันใหญ่อยู่ มองออกไปจากตรงนี้สามารถเห็น Sacre coeur ที่ Montmartre ได้เลย  (ซึ่งเราจะแวะไปที่นั่นในวันสุดท้ายก่อนกลับ)




          ออกจาก Musee d'Orsay ประมาณเที่ยง  เรามุ่งหน้าออกหาอาหาร ด้วยความหิวโหย  โดยเรานั่งรถไฟ RER จาก Musee d'Orsay ไปลงที่สถานี Saint Michel- Notre-Dame ใช้เวลาประมาณ 10 นาที  จุดหมายของเราคือ ย่าน Boulevard Saint Germain ที่เต็มไปด้วยร้านคาเฟ่น่านั่ง 

          ระหว่างทางก็เจอกับน้ำพุสวยๆ ชื่อ Saint Michel Foutain ที่ตั้งตระหงานอยู่กลางทางแยก  เดินเที่ยวที่ปารีสรับรองไม่มีเบื่อ ทุกครั้งที่เลี้ยวไปยังถนนสายใหม่ ก็ะได้เจออะไรสวยๆให้ได้ถ่ายรูปอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่าน Latin Quarter แห่งนี้ 


          เดินมาได้สักพัก เราก็สุ่มเลือกคาเฟ่มาหนึ่งร้าน ชื่อ Cafe Jade ที่มีเมนูเซ็ตอาหารมื้อเช้า  เราจำชื่อไม่ได้ แต่รู้สึกจะชื่อ Set Parisien Breakfast หรืออะไรทำนองนี้  แฟนเราจัดมาหนึ่งเซ็ต  ส่วนเราสั่งของโปรดอย่าง Croque Madame มาอีกหนึ่งจาน


          ตอนพนักงานยกเซ็ตอาหารเช้าออกมานั้นเราถึงกับผงะ ! ใหญ่มาก  น่าจะอิ่มไปถึงเย็น  เลยกลับกลายเป็นเราใช้เวลาไปกับการกินอาหารมื้อนี้ค่อนข้างนานเลยทีเดียว เพราะการบริการของพนักงานเสิร์ฟประเทศนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องความช้าอยู่แล้วด้วย  และกว่าจะกินจานนี้อีก

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ร้านอาหาร, cafe jade

          ดีที่ Croque Madame ที่เราสั่งมานั้นเป็นไชต์ปกติทั่วไป และก็โชคดีที่ไม่สั่งแบบแฟนเรามาอีกเซ็ต  ไม่งั้นคงได้นั่งกินถึงเย็น

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ร้านอาหาร, cafe jade

          เมื่อท้องอิ่ม  ก็ได้เวลาเดินย่อย  เราเดินย้อนกลับไปเพื่อไปเยี่ยมเยียน หญิงสาวแห่งนครปารีส นั่นก็คือ Notre Dame de Paris (แปลตรงตัวเป็น Our Lady of Paris) วิหารแห่งนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างสไตล์โกธิคสมัยแรกๆ ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่12  และใช้เวลาสร้างทั้งหมด 300 ปีด้วยกัน ด้วยระยะเวลานานทำให้ถึงแม้ธีมหลักของวิหารแห่งนี้จะเป็นสไตล์โกธิค แต่ก็แอบมีบางส่วนแฝงไว้ด้วยสไตล์ Renaissance และ Naturalism

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame

          และถ้าชื่อ Notre Dame ฟังดูคุ้นหูมากๆสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะแฟนๆ Disney นั่นก็เป็นเพราะที่นี่คือสถานที่ที่เป็นหลักของการ์ตูนเรื่อง The Hunchback of Notre Dame หรือ คนค่อมแห่งนอเทรอดาม นั่นเอง


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame
Credit Picture: http://theodysseyonline.com

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame

          ด้านหลังของ Notre Dame จะเป็นสวนหย่อมเล็กๆ ดูร่มรื่น เต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งพักผ่อน และชื่นชมวิหารจากอีกมุมหนึ่ง 


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame

          ขอซักช็อตแบบคลาสสิคในปารีส  เอาไว้ดูยามแก่เฒ่า (ว่าสมัยหนุ่มๆสาวๆ ทำไปได้)


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Notre Dame

           ออกจาก Notre Dame ตามแพลนของเราคือการไปเยี่ยมชมโบสถ์ Saint Chapelle  แต่ระหว่างทางเราก็ได้ค้นพบอีกหนึ่งโอเอซิสของปารีส  ที่เงียบสงบไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน ที่นี่คือตลาดดอกไม้ใจกลางปารีสนั่นเอง


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ตลาดดอกไม้


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ตลาดดอกไม้


           โดยเราสามราถเข้าไปเดินเล่นได้ โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าแต่อย่างใด เหมาะกับใครที่อยากประหยัดงบ หรือเบื่อกับการเข้าโบสถ์ เข้าพิพิธภัณฑ์ เปลี่ยนมาชื่นชบดอกไม้ ต้นไม้บ้างก็ดี  


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ตลาดดอกไม้


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ตลาดดอกไม้

          ถึงแม้ไม่เสียค่าเข้าชม ก็ไม่ได้หมายความว่าเงินจะไม่ไหลออกจากกระเป๋านะ เพราะในนี้มีของน่ารักๆ คอยหลอกล่อเงินเราเต็มไปหมด อย่างเช่นเจ้าภูติดอกไม้พวกนี้  ทำเราเสียไปหลายยูโรเลย (ซื้อไปฝากท่านแม่ที่บ้านหนึ่งตัว)


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ตลาดดอกไม้

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ตลาดดอกไม้


            ออกจากตลาดดอกไม้ เดินต่อไปเล็กน้อย ก็จะมาถึง Saint Chapelle สถานที่ที่เราประทับใจที่สุดในปารีส 

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle

           โบสถ์ Saint Chapelle ตั้งอยู่ติดกับพระราชวัง Palais de la Cite โบสถ์นี้เป็นโบสถ์อุปถัมภ์โดย พระเจ้าหลุยส์ที่9 (Louise IX of France) เพื่อเป็นที่เก็บสิ่งสมบัติล้ำค่าทางศาสนาคริสต์ที่พระองค์ทรงสะสม (Passsion relics)เช่น มงกุฎหนามของพระเยซู (Christ's crown of thorns)


          สิ่งที่ทำให้โบสถ์นี้มีชื่อเสียงคือ Stained glass ที่สวยงาม  ด้วยความละเอียด และสีสันที่สดใส ประกอบกับโครงสร้างของโบสถ์ที่เป็นทรงสูง ทำให้เมื่อไปยืนอยู่ภายในโบสถ์แห่งนี้ เหมือนได้ยืนอยู่ในห้องที่ประดับด้วยอัญมณีหลากสี  มองไปทางไหนก็เห็นสีสันที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

          โบสถ์นี้จะแบ่งเป็น 2 โซน  ชั้นล่าง และ ชั้นบน ชั้นล่างเพดานจะตำ่กว่า  ทำให้สามารถชื่นชมลวดลาย และความสวยงามของโครงสร้างของเพดานได้อย่างใกล้ชิด

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle

           ด้านบนจะเป็นเพดานโปร่งสูง  ล้อมรอบไปด้วย กระจกขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วย stained glass ถึง 15 บาน  แต่ละบานบอกเล่าเรื่อง เหตุการณืสำคัญในศาสนาคริสต์


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle


          เราหมุนไปหมุนมาเพื่อชมความงามของแต่ละบานจนมึนหัว  สุดท้ายต้องนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมผนัง  และชื่นชมความงามของกระจกเหล่านี้ทีละมุมอย่างช้าๆ  

          หากใครมาปารีส  เราแนะนำให้มาที่นี่ ถึงแม้โบสถ์นี้จะไม่ใหญ่โต  แต่ความงดงามของมันทำให้โบสถ์นี้ดูยิ่งใหญ่อลังการ

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle
Rose Window

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Saint Chapelle


          ปารีส นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแห่งความโรแมนซ์แล้ว  ยังเป็นศูนย์กลางของร้านขนมหวานชื่อดังมากมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นชื่อที่คนไทยคุ้นหูกันดีอย่าง Laduree, Paul หรือ Pierre Herme  ขึ้นชื่อว่าร้านขนมเค้กชื่อดัง ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากปารีสทั้งนั้น

          ใครที่ติดตามทริปฝรั่งเศสของเรามาตั้งแต่วันแรกที่ Chamonix เมืองแห่งขนมหวานและเทือกเขาแอลป์ คงจะพอเดาได้ว่าเราไม่มีทางพลาดการตะลุยกิน สุดยอดของเค้กที่ปารีสอย่างแน่นอน 

          ร้านแรกที่เราอยากแนะนำคือ ร้าน Gerard Mulot ตั้งอยู่ใกล้กับสวน Luxembourg แม้จะยังไม่ดังในหมู่คนไทย แต่ร้านนี้ก็มีชื่อเสียงในปารีสเลยทีเดียว เข้าไปข้างในเหมือนเข้าไปเมืองขนมหวาน  มีทุกอย่างตั้งแต่ขนมปัง ครัวซอง เค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต  เลือกไม่ถูกละลานตาไปหมด  

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง,Gerard Mulot

          ได้มาหนึ่งชิ้น  ใส่กล่องสีชมพูหวาน  ไม่รอช้า แกะกินทันที


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง,Gerard Mulot

          อร่อยเกินคำบรรยาย เนื้อมูสวนิลาหวาน หอม มัน ตัดด้วยความเปรี้ยวของราสเบอร์รี่  แค่เห็นหน้าตาก็รู้สึกถึงความอร่อย 

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง,Gerard Mulot

          แต่ก็ต้องหักห้ามใจตัวเองไม่ให้สั่งอย่างอื่นเพิ่ม เพราะหนทางอีกยาวไกล  มี list ที่ต้องออกล่า  เราต้องไปต่อกันร้านที่ 2 ที่มีชื่อเสียงดังระดับโลก


           ร้านที่ 2 คือ ร้าน Pierre Herme เป็นร้านชื่อดังที่เราตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องกินให้ได้   ถึงขนาดพูดชื่อทุกวัน จนแฟนเราแซวว่าแทบจะละเมอเป็นชื่อ Pierre อยู่แล้ว

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง, Pierre Herme

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง, Pierre Herme

          ร้านนี้ของเด็ดของเค้าคือ มาการอง ที่ว่ากันว่าอร่อยมาก เราซื้อมาหนึ่งกล่องเป็นรสชาติคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2015  รสชาติอร่อยสมค่ำร่ำลือ

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง, Pierre Herme

          แต่ที่เราเล็งไว้คือเค้กที่มีชื่อเสียงที่สุดของร้าน ชื่อว่า Ispahan เป็นเค้กที่เหมือนกับมาการองสีชมพูชิ้นยักษ์ ข้างในเป็นครีมกลิ่นกุหลาบกับลิ้นจี่ ล้อมรอบด้วยราสเบอร์รี่สด (ณ ตอนที่เราเขียนอยู่นี้ เรานึกถึงรสชาติของมันไป กลืนน้ำลายไป) อร่อยที่สุดในสามโลก แต่ลืมถ่ายรูป (อีกแล้ว) เลยขอยืมรูปจาก website Pierre Herme มาก่อน

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง, Pierre Herme
Credit:http://www.pierreherme.com


          แถมที่นี่ยังมีครัวซองเวอชั่น Ispahan อีกด้วย ข้างนอกเป็นครัวซอง ข้างในสอดไส้ครีม Ispahan ฟินนนนนนนน มันอร่อยมากกก 


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง, Pierre Herme
Credit:http://www.pierreherme.com


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, ขนมหวาน,เค้ก,มาการอง, Pierre Herme
Credit: http://www.flavorsandsenses.com

          คนอื่นมาฝรั่งเศสอาจจะขนกระเป๋า น้ำหอมแบรนด์เนมกลับบ้าน  เราเปิดกระเป๋ามามีครัวซองยัดอยู่ข้างใน 6 ชิ้น

          ตื่นจากพวัง ห้วงแห่งความหวาน (ของขนมหวาน  .... ณ จุดๆนั้นลืมสวีทกะแฟนไปเลย  ลืมไปเลยว่ามาฮันนีมูน) เราก็มาเที่ยวกันต่อ  ใกล้ๆร้าน Pierre Herme เป็นที่ตั้งของอีกโบสถ์ที่มีชื่อเสียงของ Paris ชื่อว่า Église Saint-Sulpice โบสถ์นี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วงหลังๆ เพราะถูกกล่าวถึงในหนังสือชื่อดัง Da Vinci Code ในหนังสืออ้างว่าเส้นบนพื้นของโบสถ์คือเส้นกุหลาบ และสัญลักษณ์ในโบสถ์หลายอย่างเกี่ยวโยงกับ Prior of Sion (แต่ที่หน้าโบสถ์มีการติดป้ายชี้แจงว่านี่ไม่เป็นความจริง เป็นเพียงสิ่งที่ถูกแต่งขึ้นเท่านั้น) 

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, saint sulpice

          เนื่องจากวันนั้นมีการทำพิธีทางศาสนา เราจึงไม่ได้เข้าไปชมเส้นกุหลาบที่ถูกกล่าวอ้างอันนี้อย่างชัดๆ ได้แต่ถ่ายรูปบรรยากาศจากข้างนอก



france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, saint sulpice

           เดินทางต่อไปยังสวน Luxembourg สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลางนครปารีส


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Luxembourg,สวนลักเซมเบิร์ก

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Luxembourg,สวนลักเซมเบิร์ก

          พูดถึงสวนสาธารณะ  เราก็จะนึกถึงภาพความร่มรื่น และต้นไม้  แต่พอไปถึง ..... คนเยอะกว่าต้นไม้อีก เพราะวันนี้เป็นวันที่อากาศดี  แดดจ้า และไม่หนาว ทำให้บรรดาคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวออกมานั่งอาบแดดกกันเต็มไปหมด เราก็เลยไปอาบแดดกับเค้าด้วย ? ....  เราคนไทย  หลบแดดตามเดิม


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Luxembourg,สวนลักเซมเบิร์ก


          ออกจากสวน เราก็มุ่งหน้าไปสถานที่เที่ยวปิดท้าย Highlight ของวันนี้ ที่ที่ทุกคนต้องมาเยือน หอไอเฟล (Eiffel Tower หรือ Tour Eiffel) สัญลักษณ์ประจำปารีส  มุมที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดของประเทศ


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล


          ที่น่าตลกก็คือคนฝรั่งเศส โดยเฉพาะคนปารีสเองกลับบอกว่ามันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่หน้าตาน่าเกลียด ไม่เข้ากับความสวยงามของสถาปัตยกรรมอื่นๆของปารีสเลย  แต่ไม่ว่าใครจะคิดยังไง  ที่นี่ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝรั่งเศสไปเสียแล้ว ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมที่นี่หลายล้านคน

          หอไอเฟลสร้างขึ้นโดยวิศวกรชื่อ Gustave Eiffel ในปี 1889 และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในปารีส (324 เมตร) เราสามารถขึ้นไปยังหอไอเฟลได้ด้วยลิฟท์ ค่าขึ้นอยู่ที่คนละ 17 ยูโร (ไม่รวมอยู่ใน Museum Pass)

          เราสองคนมาที่นี่เพื่อจะถ่ายรูปกับหอไอเฟล  เลยตัดสินใจไม่ขึ้นไปชม แต่จะถ่ายรูปอยู่ข้างล่างจากมุมต่างๆ และรอชมการแสดงไฟหลังพระอาทิตย์ตกดิน

          จุดที่จะถ่ายรูปหอไอเฟลได้สวยคือบริเวณลานหน้าสถานีใต้ดิน Trocadero และจากบริเวณสวนที่อยู่ติดกัน  จุดนี้จะถ่ายรูปออกมาได้ง่ายเพราะสามารถเก็บภาพหอคอยได้ทั้งหมด


france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล

          ข้อควรระวังก็คือ แถวนี้จะมีคนต่างถิ่น พวกยิปซีมาคอยขายของที่ระลึกจำพวกพวงกุญแจ  บางคนก็เป็นคนดีสุจริต บางคนก็เป็นพวกมิจฉาชีพแฝงตัวมา เพื่อความปลอดภัยแนะนำว่าอย่าซื้ออะไร ให้เลี่ยงคนพวกนี้จะปลอดภัยที่สุด

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล

          จากสวนหน้าสถานี Tocadero เราก็เดินตรงไปยังหอไอเฟล  ลอดใต้หอ  แล้วไปยังสวนอีกด้านหนึ่ง  ก็จะได้รูปจากอีกมุมที่ใกล้กว่า

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล


          ระหว่างรอดูหอไอเฟลเปิดไฟ เราจึงตัดสินใจหาร้านอาหารใกล้ๆหอไอเฟล สำหรับมื้อเย็นวันนี้ เราเลือกร้านชื่อ Cafe Constant เพราะจากการอ่านรีวิว ร้านนี้ราคารับได้(เทียบกับร้านอื่นๆที่อยู่บริเวณนั้น) และเป็นที่ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นมากิน  

          จานแรกเป็นตับห่านเสร์ฟคู่กับผักอะไรสักอย่าง เหมือนพวกธัญพืช  รสชาติแปลกดี อาหารที่นี่จะเป็นสไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ  คือเน้นที่รสชาติของวัตถุดิบ โดยจะไม่ปรุงรสจัดจ้าน  และปริมาณของอาหารแต่ละจานจะไม่ใหญ่มาก



          จานที่สองเป็นเนื้อวัวย่าง ราสซอส และมันบด อร่อย เนื้อย่างได้กำลังดี ไม่สุกและไม่ดิบจนเกินไป



          และสุดท้ายคือ Profiteroles เป็นขนมที่เราอยากลองมานานแล้ว  มันจะเหมือนเอแคลที่สอดไส้ไอติม จากนั้นราดด้วยซอสช็อคโกแลตแบบจุใจ  (ฟินมาก)


          ออกจากร้านอาหาร ฟ้าเริ่มมืด เรากับแฟนซื้อผลไม้จากร้านข้างทางแถวนั้น แล้วก็ไปหาที่จับจองตรงบริเวณสนาม เพื่อรอหอไอเฟลเปิดไฟ
france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล
          
          และนี่คือภาพที่ได้  เหมือนต้นคริสมาสต์ขนาดยักษ์เลยทีเดียว ถึงแม้จะะป็นตอนกลางคืน บริเวณนี้ก็คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาชมไฟ  ทุกคนพากันถ่ายรูปคู่กับหอไอเฟลอย่างสนุกสนาน  ที่นี่เป็นที่ที่ควรมาเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล


เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "Paris is always a Good Idea"

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล

ขอจบการรีวิวปารีสไว้ด้วยภาพนี้  เรายังมีภาคต่อในส่วนของ Sacre Couer และ Monmatre โปรดติดตามชมตอนต่อไปนะคะ

france, Honeymoon, Paris, review, ฝรั่งเศส, รีวิว, ฮันนีมูน, Tour Eiffel, Eiffel tower,หอไอเฟล




1 comment:

  1. รูปสวย บรรยายละเอียด
    ขอลอกการบ้านหน่อย ขอบคุณค่า

    ReplyDelete