Sunday, December 25, 2016

Autumn in Kyushu Ep. 7 แช่ออนเซ็นท่ามกลางใบไม้แดงที่ Kurokawa



ต้อนรับเช้าวันใหม่ของวันที่ 7 ของทริป Autumn in Kyushu
หลังจากที่เมื่อวานเราได้ตะลุยเมือง Yufuin กันอย่างเต็มที่แล้ว 
วันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวเมืองออนเซ็นใกล้ๆ 
ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา ชื่อว่า เมือง Kurokawa 
หรือหลายๆคนเรียกติดปากว่า Kurokawa Onsen 

เมืองนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติเเละบ้านเรือนสมัยเก่า 
มีออนเซ็นติดกับเเม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมือง 
ถือได้สวยติดอันดับท็อปๆของญี่ปุ่นเลย 
จะน่าเเช่เเค่ไหน เรามาพิสูจน์กัน!



          แต่ก่อนอื่นขอเติมพลังด้วยอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นของโรงแรม Ryokan Jyounoyo 


          ทางโรงแรมจะจัดโต๊ะอาหารเช้าไว้สำหรับแขกแต่ละห้อง เมื่อเรามาถึงคุณป้าก็จะตั้งใจอธิบายว่าต้องกินยังไง (แน่นอนว่าภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ)  พร้อมตักข้าว และจุดเตาสำหรับทอดไข่ดาวให้เรา


         เราออกจากโรงแรมแต่เช้า ทำให้ยังพอมีเวลาเดินเล่นแถวๆนั้น ก่อนถึงเวลารถบัสคันแรก  แต่วันนี้อากาศไม่เป็นใจ พยากรณ์บอกว่าฝนจะตกทั้งวัน  เราก็ต้องทำใจ เตรียมร่มไปด้วย


          เดินเล่นดูเป็ดว่ายน้ำ แถวๆริมแม่น้ำเพลินๆ


           แวะหลบฝนใต้สะพาน  มโนว่าอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น และต้องมาหลบฝนกับรุ่นพี่



           เมื่อใกล้ถึงเวลา 9 โมง เราก็เดินมารอรถบัสที่สถานี สถานีรถบัสอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ  เมื่อวานตอนเรามาถึง เราก็เดินผ่าน สถานีจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ



           การจองตั๋วรถบัส ต้องจองล่วงหน้า โดยเข้าไปที่เว็บ Kyushu Odan Bus ขั้นตอนคือ ก่อนอื่นเราต้องส่งอีเมล์ปล่าวๆไปที่: 
br-en@kyusanko.co.jp เเล้วกรอกข้อมูลในลิงค์ที่เค้าตอบกลับมา

ตารางขาไป:
Fare:JPY:1,750
ตารางขากลับ:
Fare:JPY:1,750

หาซื้ออะไรกินระหว่างรอ  มี Yufuin Cider กับ นมสด  เราได้ลองทั้ง 2 อย่าง ส่วนตัวเราชอบนมสดมากกว่า เพราะรสชาติหอมมัน เข้มข้น



          รถบัสมาถึงเวลา 9 โมงตรงเป๊ะ ยื่นตั๋วให้คนขับ แล้วก็ขึ้นไปนั่งได้เลย 

9.00 โมง มุ่งหน้าสู่ทิศ คุมาโมโตะ (熊本)

          ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง  เราก็เดินทางมาถึงเมือง Kurokawa เมืองแห่งออนเซ็น


          จากจุดที่รถบัสจอด เราต้องเดินเข้าไปยังบริเวณตัวเมืองเล็กน้อย ประมาณ 8 นาที


          เดินลงไปตามทางนี้


          จุดหมายแรกของเราคือ Kurokawa Onsen Tourist Information ที่นี่จะมีความสำคัญกับ Trip นี้ยังไงนั้น  ตามมาดูกัน


          เดินเข้าไปทางประตูด้านซ้ายมือสุดในรูป  ที่เปิดอ้าอยู่


คือสถานที่ที่เราจะมาแปลงโฉม เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของเมือง Kurokawa นั่นเอง 


          ทาด้า ! เสร็จเรียบร้อย  การแปลงโฉมครั้งนี้ ค่าเสียหายอยู่ที่ 1000 เยน เราเลือกชุดสีโปรดของเรา ก็คือสีม่วง  ที่นี่เค้าไม่ได้มีบริการทำผมให้ มีแค่ชุดให้เลือก แต่คุณป้าเจ้าหน้าที่ ก็ใจดีมาก ผูกโอบิให้เราอย่างสวยงาม แถมพยายามสอนวิธีผูกสายโอบิให้เรา ว่าผูกยังไงให้สวยงาม  เพราะเดี๋ยวพอเราไปแช่ออนเซ็นก็ต้องแกะ แล้วจะผูกไม่เป็น  และก็เป็นอย่างที่คุณป้าคาดไว้ ถึงเวลาเราก็ลืมที่ป้าสอนไว้เกลี้ยง ผูกโบว์ธรรมดาเหมือนที่ผูกมาตลอดชีวิตนั่นแหละ



          นอกจากจะให้เช่าชุดแล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นที่ๆเราสามารถซื้อ Pass สำหรับแช่ออนเซ็นอีกด้วย Pass นี้เก๋มาก ตรงที่ทำเป็นแผ่นไม้ ราคา 1300 เยน สามารถใช้เข้าออนเซ็นได้ 3 แห่ง ที่ไหนก็ได้ใน Kurokawa ปกติถ้าเราจ่ายแยก บ่อนึงค่าเข้าจะอยู่ที่ 500 เยน ถ้าหากใครจะเข้า 3 บ่อ Pass นี้ถือว่าคุ้ม แถมได้เก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย



พร้อมทั้งให้แผนที่ และรายชื่อออนเซ็นเตรียมให้เราอย่างละเอียดอีกด้วย เรียกว่าช่วยเราได้เยอะเลยทีเดียว เพราะข้อมูลการท่องเที่ยวเมืองนี้ยังค่อนข้างหายากใน Internet เราพอเจอมาบ้างที่มีรายชื่อบ่อออนเซ็นให้ อย่างเช่นเว็บในลิ้งค์นี้ Kurokawa Onsen



          สำหรับออนเซ็นบ่อแรกที่เราจะไปวันนี้ เป็นที่ๆไกลที่สุด แต่ก็เป็นหนึ่งในบ่อที่สวยที่สุด เราเลือกไปที่นี่ก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการตกรถบัสรอบที่เล็งไว้ว่าจะกลับยูฟุอิน ออนเซ็นแห่งนี้ชื่อว่า Yamamizuki Onsen

Kurokawa Loop Bus ( From Tsukemonoya to Yamamizuki )

          แต่ถึงจะไกล ก็ไม่หวั่น เพราะที่นี่เค้ามีรถ Shuttle Bus ให้บริการ โดยจุดขึ้นรถจะอยู่ที่ร้านขายของดอง ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง Tourist Information Center ( ร้านของดองในรูปด้านล่าง ส่วนแผนที่และตาราง Shuttle Bus ตามรูปด้านบน )



Tsukemonoya ( ร้านขายผักดอง )

          รถคันนี้คือรถทีจะพาเราไปยัง Yamamizuki Onsen ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาทีก็ถึง รถ Shuttle Bus คันนี้ฟรี  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรเลย



           บรรยากาศฝนพรำๆ กับออนเซ็นในป่าเขียวขจี  เราตื่นเต้นมากขึ้นทุกที เมื่อใกล้ถึง แม้ฝนที่ตกลงมาตลอดจะทำให้เดินลำบาก และถ่ายรูปยาก แต่ข้อดีก็คือ คนน้อยมาก มาถึงตอนนี้เราเกือบจะแน่ใจว่า เราอาจจะได้ครอบครองบ่อออนเซ็นแสนสวยนี้คนเดียวก็เป็นได้

Yamamizuki Onsen

          เดินเข้าป่า ไปสู่ออนเซ็นแสนลึกลับ


           จุดนี้คือทางเข้าออนเซ็น และเป็นคาเฟ่เล็กๆด้วย ตรงนี้จะมีล็อกเกอร์สำหรับเก็บของอยู่ หลังจากเก็บของเสร็จก็เดินทะลุประตูอีกฝั่งเข้าไป บ่อที่นี่แยกชายหญิง เรา 2 คนจึงเดินแยกไปคนละทาง


           และก็เป็นอย่างที่เราแอบหวัง ไม่มีคนเลยจริงๆ เราจึงได้แช่ออนเซ็นกลางป่าแบบส่วนตัวสุดๆ ภาพวิวเบื้องหน้าคือน้ำตกสายเล็กๆ และสีของใบไม้ที่ทำให้บรรยากาศวันฝนตกดูมีสีสันขึ้น




          ผ่านไป 20 นาที เรา 2 คนก็ออกมาเจอกันตรงบริเวณคาเฟ่ด้านหน้าอีกครั้ง กลับไปยืนรอ Shuttle Bus เพื่อกลับไปยังใจกลางเมืองคุโรคาวะ  ลงจากรถเราตั้งต้นเดินจาก Information Center ลงไปยังริมแม่น้ำ ตามป้ายนี้ไป


          จุดนี้คือจุดถ่ายรูป  ที่ไม่ควรพลาด (ใครสนใจ ดูแผนที่ท้ายโพสนี้ได้ เราปักหมุดไว้ให้แล้ว)







           เดินเลาะริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ จนมาถึงสะพาน  


          แถวนี้เริ่มมีร้านอาหารหลายร้านให้เลือก  ร้านที่เราเล็งไว้ว่าจะมาฝากท้องมื้อเที่ยงก็อยู่บริเวณนี้เช่นกัน ชื่อว่าร้าน Warokuya ที่เมนูเด็ดของร้านคือ ข้าวแกงกะหรี่เนื้อม้า  ที่เราอยากจะลิ้มลองดูสักครั้ง


          แต่โชคไม่เข้าข้าง อดกิน เนื่องจากร้านปิด เราเลยขอเอารูปจากเว็บมาให้ดูแทน  ใครไปอย่าลืมลองแวะไปชิมดูนะคะ

Credit Picture : http://youmore-minamioguni.com/detail/food-en/2383

Credit Picture: http://youmore-minamioguni.com/detail/food-en/2383

           ด้วยความที่อยากกินแกงกะหรี่เนื้อม้ามาก เราจึงเดินถามคนแถวนั้นว่ามีร้านอื่นที่ขายแกงกะหรี่เนื้อม้าอีกมั้ย ได้คำตอบจากคนแถวนั้นมาว่า แกงกะพรี่เนื้อม้าร้านอื่นไม่มีแล้ว แต่รู้จักร้านนึงที่แกงกะหรี่ผักอร่อยมากๆ  (เค้าย้ำหลายรอบมากว่าอร่อย  แบบสุดๆ  อันนี้ฟังจากหน้าและน้ำเสียง) พร้อมทั้งเอาแผนที่เราไปวงพิกัดร้านให้


          เห็นความตั้งใจของคนแนะนำแล้ว ถึงเราจะไม่ได้ปลื้มแกงกะหรี่ผักสักเท่าไหร่  แต่ก็ตัดสินใจว่าจะลองดู เพราะดูจากแผนที่ร้านแล้ว ร้านแกงกะหรี่ตั้งอยู่ในออนเซ็นแห่งหนึ่งพอดี ชื่อว่าออนเซ็น Kurokawaso Onsen  เราเลยตัดสินใจว่า ไปกินร้านนี้ละกัน แล้วแช่ออนเซ็นต่อเลย


          ดูจากแผนที่ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร  แต่ระหว่างทางวิวสวยตลอด เราก็เดินเพลินๆ ไม่ได้รู้สึกว่าไกลเลย 


           ไม่นานก็มาถึง  ร้านอาหารเข้ามาในบริเวณ Kurokawaso ออนเซ็นแล้ว จะอยู่ทางด้านขวามือ
Kurokawaso Onsen


          ด้านในร้านตกแต่งด้วยไม้  เราสองคนเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง  ที่มองออกไปเป็นสระบัวเล็กๆ



          ทั้งร้านมีพนักงานอยู่แค่คนเดียว ทำหน้าที่ทั้งรับออเดอร์ เตรียมอาหาร และเก็บตังค์

          อาหารหน้าตาเรียบง่าย  แต่รสชาติดีจริงๆ  อย่างที่คนท้องถิ่นคนนั้นแนะนำ  ตัวเนื้อแกงรสชาติเข้มข้น มีความเผ็ดกลางๆ ส่วนตัวผักมีรสหวาน ช่วยตัดรสชาติเผ็ดได้ดี



         ปิดท้ายมื้อเที่ยงด้วยของหวานน่าตาน่ากิน เป็นไอติมชาเขียว ที่ราดด้วยชาเขียวอีกที อารมณ์คล้ายๆกับ Affogato แต่เป็นเวอร์ชั่นชาเขียวแทนกาแฟ



          หลังกินเสร็จก็ได้เวลาแช่ออนเซ็นบ่อที่ 2 ของเมืองนี้กันแล้ว  ที่นี่ก็เป็นบ่อแบบแยกชาย หญิงอีกเช่นกัน (ที่เราเขียนเรื่องนี้ย้ำ เพราะมีหลายบ่อใน Kurokawa Onsen ที่เป็นบ่อรวม) จากที่เราอ่านจากเว็บไซต์ Kurokawaso Onsen ค่อนข้างจะคนเยอะ เพราะเป็นที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยอะ และบางคร้งก็จะมีทัวร์เกาหลีมาลง


          แต่วันนี้เรายังโชคดีอีกเช่นเคย  เป็นหนึ่งเดียวผู้ครองครองบ่อ  แต่แฟนเราบอกว่าฝั่งผู้ชาย คนเต็มเลย


          ที่นี่มีทั้งบ่อกลางแจ้ง และบ่อในร่ม  แต่วิวสวยๆอย่างนี้ เราเลยขอแช่บ่อกลางแจ้งดีกว่า ถึงฝนจะตกก็เถอะ (ลืมบอกว่า เราเอาหมวกคลุมผมมาด้วย  ผมเราจะได้ไม่โดนฝน)


          หลังจากแช่น้ำจนตัวอุ่น เราก็เดินย้อนกลับไปทางเดิมที่มา เพราะใกล้เวลาต้องนั่งรถบัสกลับยูฟุอินแล้ว




          แต่ก็ไม่ลืมที่จะแวะอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่เล็งไว้ของเมืองนี้ นั่นก็คือร้านขนมหวานที่ชื่อว่า Patisserie Roku


          ถึงร้านจะเล็กจิ๋ว แต่ของหวานก็อัดแน่นเต็มตู้ น่ากินทั้งนั้น


          ที่โดดเด่นคือชูครีมที่ทำสดๆ ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว


อร่อยมากๆ  ไม่มีที่จะติ





           เดินต่อไปอีกนิด ก็เจอกับร้านซอฟครีม ร้านนี้ไม่ได้วางแผนว่าจะมากิน แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองสักหน่อย



           ซอฟครีมนมสด  ราดด้วยโคคุโตะ หรือน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลแดงเคี่ยว รสหวานเหมือนคาราเมล แต่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ต่างออกไป กินรวมกันแล้วอร่อย เข้ากั๊นเข้ากัน




อิ่มท้อง และสบายตัว ก็ถึงเวลาอำลาเมืองนี้กันแล้ว


          กลับไปเปลี่ยนชุด แล้วไปนั่งรอรถบัสเพื่อกลับไปยังที่พักที่ยูฟุอิน


           พรุ่งนี้จะอำลาชนบท แล้วมุ่งหน้าสู่ฟุกุโอกะ โปรดติดตามชมตอนต่อไปกันนะคะ


No comments:

Post a Comment