Wednesday, December 7, 2016

Autumn in Kyushu Ep. 6 ใครว่า Yufuin แค่ครึ่งวันก็พอ

Autumn in Kyushu - Yufuin

          
ยูฟุอิน 
หมู่บ้านน่ารักที่ใครๆก็อยากมาสักครั้งเมื่อมาเที่ยวคิวชู 
แต่หลายๆคนบอกว่า เมืองเล็กมาก ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็พอ .... 

2roamwithlove เลยอยากจะมาพาเที่ยวแบบเจาะลึก 
กับที่เที่ยวและสเน่ห์ที่ซ่อนอยู่ของเมืองยูฟุอิน ... 
ที่หนึ่งวันก็อาจจะไม่พอ!



          วันที่ 5 ของการเดินทาง  เราออกจากเบปปุกันแต่เช้า เพื่อเดินทางไปยัง Yufuin หมู่บ้านน่ารักที่ใครๆก็ต้องไปเมื่อมาเยือนคิวชู



          เราเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟ Limited Express Nishirin3 ที่มีรอบออกเดินทางตั้งแต่เช้า  ใจจริงก็อยากนั่ง Yufuin No Mori อยู่หรอกนะ แต่มันดันไม่มีรอบเช้าๆเลย เราเลยเลือกที่จะนั่งขบวนอื่นที่ไปเช้าๆ เพื่อจะได้มีเวลาอยู่ในยูฟุอินมากขึ้น



          North Kyushu Pass ของเรายังคงครอบคลุมถึงรถไฟสายนี้ด้วย เราจึงไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเดินทาง รถไฟจะออกจากเบปปุ จากนั้นไปเปลี่ยนขบวนที่โออิตะ และมุ่งหน้าสู่ยูฟุอิน ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง






         ถึงแล้วสถานียูฟุอิน  ท้องฟ้าเปิดต้อนรับการเดินทางวันใหม่


          ภาพที่เห็นเมื่อเดินออกจากสถานีคือภูเขายูฟุ (Mt. Yufu)ที่ตั้งตระหง่านต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นเหมือน background ให้กับเมืองเล็กๆที่สวยงามแห่งนี้



          เวลาขณะนั้นคือ 9 โมงเช้า ร้านค้าส่วนใหญ่จึงยังไม่เปิด ทำให้เราได้สัมผัสบรรยากาศเมืองยูฟุอินแบบเงียบสงบ ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเริ่มหลั่งไหลมาเพื่อเที่ยวชมเมือง
          เวลานี้เมืองดูเงียบเหงามาก เราเริ่มนึกถึงคำพูด และรีวิวของใครหลายคนที่บอกว่า 
"เที่ยวครึ่งวันก็พอ..."
" ตกกลางคืนไม่มีอะไรทำเลยนะ  เหมือนเมืองร้าง .... "

          แต่ด้วยความที่เราชอบเที่ยวเมืองต่างจังหวัดมากกว่าเมืองใหญ่ ประกอบกับหาข้อมูลที่เที่ยวมาอย่างเต็มที่  วันนี้เราจะมาลองดูกันว่า มันจะเป็นอย่างที่เขาว่ากันรึเปล่า



          คืนนี้เราจะพักค้างคืนกันที่ยูฟุอิน เราสองคนจึงรีบลากกระเป๋าเก็บไว้ยังที่พักที่อยู่ไม่ไกลจากตัวสถานี ที่พักคืนนี้ชื่อว่า Ryokan Jyounoyo ที่ตั้งอยู่ห่างจากสถานีประมาณ 300 เมตร โดยเดินตรงไปตามถนนเส้นหลักที่ออกจากสถานีรถไฟไปเล็กน้อย จากนั้นเลี้ยวขวา เดินไปไม่ไกลก็ถึง



          เก็บกระเป๋าเสร็จ เราก็เดินย้อนกลับไปยังถนนเส้นหลัก หันหน้าหาภูเราไฟยูฟุ แล้วเดินตรงไปอาบแสงพระอาทิตย์ยามเช้าเรื่อยๆจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเล็กๆ 



          แสงตอนนี้เหมาะกับการถ่ายรูปมาก ทำให้เราเดินกันอย่างเชื่องช้า เพราะเดินไปก็แวะถ่ายรูปไปตลอดทาง



          ตรงสะพานข้ามแม่น้ำนี่เองที่มีสร้านขนมของเมืองยูฟุอินที่อันโด่งดัง ที่เค้าว่ากันว่าต้องชิมให้ได้ และขายหมดไวมากด้วย ร้าน B-Speak คือร้านที่อยู่ในรูปด้านล่าง


           ตอนนี้ยังคงเงียบสงบ เพราะร้านยังไม่เปิด เราเลยตัดสินใจเดินเลยร้านไปก่อน เพื่อไปดูร้านอื่นๆ และกะว่าค่อยย้อนกลับมาอีกทีตอนร้านใกล้เปิด ตอน 10 โมง


          เดินเข้าไปตรงซอยด้านขวาของร้าน B-Speak คือถนนคนเดินของเมืองยูฟุอิน ที่เต็มไปด้วยร้านคาเฟ่ ร้านขนม และของที่ระลึกมากมาย ที่ชวนให้เราต้องเสียตังค์รอคอยอยู่

แผนที่ตำเเหน่งร้านค้า

          ด้วยความหิว เนื่องจากยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยเช้านี้ เราเลยมุ่งหน้าหาของกินเป็นอันดับแรก ที่ว่าจะเก็บท้องไว้รอกิน B-Speak ณ จุดๆนี้คงไม่ไหวแล้ว



          เจอเข้ากับร้านนี้ ที่แอบเล็งไว้ตอนอ่านรีวิวจากหลายๆเว็บไซต์ ชื่อว่าร้าน Milch (p.s. ตอนนั้นเราไปร้านยังไม่ได้มาเปิดในเมืองไทย แต่ตอนนี้เปิดสาขาแรกแล้ว ที่สยามพารากอน) 

          ร้านเปิดแต่เช้าพอดี เราเลยตรงเข้าไปอย่างหิวโหย



         ยิ่งเห็นป้ายโฆษณาของร้าน ที่เป็นรูปชีสเค้กเยิ้มๆนี่แล้ว  ไม่ต้องลังเลกันละ  จัดไป !




          รสชาตินุ่นนวล หอมชีสมากกกก ข้อเสียอย่างเดียวคือชิ้นเล็กไป เราจึง ..... จัดไป 2 ชิ้น  บวกกาแฟร้อนอีกหนึ่งแก้ว  (หมดกัน ที่ว่าจะเก็บท้องไว้กินโรลเค้ก B-Speak ในตำนาน)


          ได้กาแฟ และขนม เราก็เหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง มีอารมณ์โพสท่าให้ตากล้อง  ก่อนหน้านี้โดนหาว่าหน้าบูดแต่เช้า



          เราเดินย้อนกลับมาตรงฝั่งร้าน B-Speak อีกครั้ง เพื่อแวะไปยังร้าน Totoro ที่ตอนแรกเดินผ่านไป ร้านน่ารักสุดๆ  ของก็น่าซื้อไปทุกอย่าง พยายามหักห้ามใจตัวเอง เพราะซื้อของ Totoro ไปแล้วตั้งแต่วันที่อยู่นางาซากิ




          เราจึงขอแค่ถ่ายรูปบริเวณรอบๆร้านก็พอ




          เดินกลับไปยังร้าน B-Speak อีกที ถึงกับช็อค Oh my God !  คนมายืนต่อแถวกันเต็มแล้ว  ทั้งๆที่ร้านก็ยังไม่เปิด  เราไม่รอช้า ไปเข้าคิวด่วนๆ


          ขอสารภาพความในใจว่า ถึงแม้เราจะชอบของหวานมากกกก แต่ก็ไม่เคยชอบโรลเค้กสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่ามันธรรมดาๆ  ไม่น่าจะมีอะไรว้าว  ความโด่งดังของร้านนี้ มันก็ยังทำให้เราสงสัยว่า  มันดีขนาดนั้นจริงๆหรอ  จึงขอบอกว่า ตอนเรามาซื้อ มันเหมือนมาเพราะอยากลอง มาเพราะความสงสัย มากกว่ามาเพราะอยากกินโรลเค้กจริงๆ 


          ข้างในนอกจากโรลเค้กก็ยังมีช็อคโกแลต และขนมอย่างอื่นขายอีกเล็กน้อย แต่ตัวเอกของงานยังไงๆก็คือเจ้าโรลเค้กนี่แหละ



          ในที่สุด หลังจากการต่อแถวประมาณ 10 นาที  เราก็ได้โรลเค้กในตำนานมาครอบครอง จะดีตามที่เค้าร่ำลือมั้ยนั้น เดี๋ยวเรามาชิมกัน แต่ตอนนี้ยังอิ่มอยู่ เลยกะว่าจะไว้กินตอนบ่ายๆ หาที่ปิคนิคสักแห่งเงียบๆ บรรยากาศดีๆ



         จบภารกิจล่าของกิน เรามาเดินเที่ยวเมืองยูฟุอินกันต่อ ร้านรวงที่นี่ยังมีอีกหลายร้านที่น่าสนใจ  อย่างเช่นร้านที่ขายเฉพาะแยมผลไม้ ที่มีให้เลือกกว่า 20 รส



          ร้านไก่ย่าง



          ร้าน Hello kitty



            ร้านคาเฟ่ Snoopy ก็น่านั่ง  โอ๊ยยยเลือกไม่ถูก




           เดินไปสักพัก เราก็มายังจุดหมายหลักแห่งที่ 2 ของเมืองยูฟุอิน ที่เที่ยวตรงนี้เรียกว่า Yufuin Floral Village เป็นเหมือนหมู่บ้านจำลองสไตล์ตะวันตกเล็กๆ ที่ตกแต่งน่ารัก ข้างในมีร้านขายของและสวนนกฮูก ให้เข้าไปเที่ยวชมได้ แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม



          เนื่องจากเป็นช่วงเกือบกลางเดือนธันวาคมแล้ว ที่นี่จึงตกแต่งเป็นธีมคริสมาสตร์


          สีสันสดใส




            สวนนกฮูกที่อยู่ในนี้ก็น่าสนใจทีเดียว บริเวณเคาน์เตอร์ขายตั๋ว ก็มีเจ้าตัวนี้คอยต้อนรับอยู่ ตัวนี้ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าเราสามารถลูบโดนตัวเค้าได้ โดยหงายมือขึ้น แล้วลูบเบาๆตามภาพ


           เดินเข้าไปข้างในก็เจอเหล่านกฮูก หลากหลายสายพันธ์ุ แต่ไม่ใช่ทุกตัวจะสามารถจับได้นะ บางตัวดุเอาเรื่องทีเดียว





         ตรงกลางสวนมีซุ้มเล็กๆสำหรับสาวก Harry Potter ข้างในมีชุดแม่มด ไม้กายสิทธ์ และแน่นอน เฮดวิก  รอส่งจดหมายให้เราอยู่



          ชุดพร้อม นางแบบพร้อม  ตรงนี้จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแล เอานกฮูกมาวางเกาะให้  ถึงหน้าจะดุแต่นิสัยเรียบร้อยทีเดียว (เราหมายถึงนกฮูกนะ)



          ออกมาเจอร้านขายของที่ระลึกดักรอ ให้เสียตังค์ตามระเบียบ ได้นกฮูกจิ๋วกลับไปเลี้ยงดูหนึ่งตัว




          เดินเข้ามาด้านในสุดของหมู่บ้าน จะมีร้านชื่อว่า Gallery Alice's Tearoom ที่ด้านในตกแต่งให้เป็น Wonderland ขนาดย่อม ขายของต่างๆ ที่เป็นธีมจาเรื่อ Alice in Wonderland



ของทุกอย่างดูน่าซื้อไปหมด  


            หลงอยู่ใน Wonderland ได้สักพัก  เราก็เตือนตัวเองว่าควรรีบไปต่อ ก่อนจะหมดตัว  และวันนี้ในยูฟุอินของเรานั้นยังอีกยาวไกล


          ออกจาก Yufuin Floral Village เราเดินตามสายน้ำเล็กๆไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบคินริน หรือ คิรินโกะ 


          น่าเสียดายที่เรามาช้าไปนิด ใบไม้แดงเลยร่วงไปซะเยอะแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของบริเวณทะเลสาบลดลงเลย



          ด้านซ้ายมือของทะเลสาบคิรินมีคาเฟ่ร้านหนึ่งที่เป็นที่เหมาะในการนั่งชมวิวทะเลสาบเป็นที่สุด เพราะร้านนี้มีระเบียง outdoor ให้สามารถนั่งตากอากาศ จิบกาแฟ และดื่มด่ำกับวิวได้เต็มที่ ร้านมีชื่อว่า Cafe la Ruche เป็นส่วนหนึ่งของ Chagall Museum



          ถึงแม้อากาศจะหนาวเหน็บ แต่เพื่อบรรยากาศ เราสองคนจึงทนหนาวนั่งที่บริเวณ Outdoor  สิ่งที่พอจะช่วยได้ก็คือผ้าห่มที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ แสดงถึงความใส่ใจของการบริการของชาวญี่ปุ่นจริงๆ



          ระหว่างรออาหารก็เก็บภาพที่มองเห็นจากร้าน Cafe la Ruche กันอย่างเต็มที่




          ตอนนี้ได้เวลามื้อเที่ยงพอดี ที่ร้านนี้จะมี Lunch Set ให้บริการด้วย หนึ่งชุด ประกอบไปด้วย ซุปร้อนๆ เสิร์ฟมาในแก้วกาแฟ


          Main dish ที่เราสั่งวันนี้ เป็นสปาเก็ตตี้เห็ด  ที่ทำจากเห็ดของท้องถิ่นที่เก็บได้ในบริเวณนั้น ปิดท้ายด้วยขนมเค้ก chocolate ชิ้นเล็กๆ  ที่อร่อย แต่น้อยไปสักนิดสำหรับเราที่ชอบของหวานมาก


          เราจึงสั่งขนมหวานมาเพิ่มอีกจาน เป็นชูครีมพุดดิ้ง เสิร์ฟพร้อมไอติม ... ทุกอย่างหมดเกลี้ยงในพริบตา แทบถ่ายรูปไม่ทัน




          ออกจากร้าน เราเดินวนรอบทะเลสาบไปยังฝั่งตรงข้ามที่มีศาลเจ้าเล็กๆ ตั้งอยู่ ชื่อว่า Tenso Shrine





         ระหว่างทางที่เดินไปยังศาลเจ้า ได้เจอบริเวณที่มีใบไม้แดงเต็มต้น หลายต้นทีเดียว

          รีบวิ่งไปถ่ายรูปทันที



          จุดเด่นของศาลเจ้าแห่งนี้คือเสาที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบนี่เอง ที่นักท่องเที่ยวพากันมาถ่ายรูป


          วันนี้อาจจะเพราะอากาศค่อนข้างหนาว เลยไม่มีใครเดินมาถึงฝั่งนี้สักเท่าไหร่ เราเลยได้เก็บภาพบริเวณศาลเจ้า ในบรรยากาศที่สงบ



          ออกจากศาลเจ้า เรา 2 คนก็ต้องหายใจลึกๆ ทำใจก่อนจะทำสิ่งที่กล้าบ้าบิ่นอีกอย่างของวันนี้  จริงๆจะเรียกว่ากล้าก็ไม่เชิง เรียกว่าสิ่งที่ต้องใช้ความอึด ถึก น่าจะตรงกว่า  เราจะเดินขึ้นเขากัน 2 กิโล เพื่อไปยังบ่อออนเซ็นสีฟ้า ที่โด่งดังของยูฟุอิน

ทางไป Shoya No Yakata

          สู้ตาย Fighting !


          ทางเดินเริ่มต้นแบบให้เราตายใจ เริ่มจากไม่ชันมาก แต่เดินไปสักพักก็เริ่มสูงชันขึ้น  แต่ละย่างเก้าเริ่มช้าลง เรารู้สึกดีใจมาก ที่วันนี้เราไม่บ้าใส่บูทส้นสูงมา  (ปกติบ้า) ไม่งั้นเราคงไปไม่ถึงแน่นอน 


          เดินไปได้ประมาณครึ่งทาง เจอร้านน้ำชา เลยขอแวะพักกันสักนิด




          ดื่มชากับขนมญี่ปุ่น  แล้วไปต่อ






         เดิน เดิน แล้วก็เดิน  ระหว่างทางก็แอบคิดว่า จะกลับมาเขียนรีวิว  แล้วจะมีใครอยากจะมาเดินตามเราบ้างมั้ยเนี่ยยยยย  มันเหนื่อยเหลือเกิน


          แวะทักทายเจ้าถิ่นแถวนี้



          เจอดอกหญ้าข้างทาง มาให้แวะถ่ายรูป ให้ลืมเรื่องระยะทางไป


เดินขึ้นเสร็จ  ก็ยังไม่ถึง ยังมีต้องเดินลงอีกหน่อย


           และแล้ว หลังจากเดินมา กว่า 45 นาที กับระยะทาง 2.2 กิโลเมตร แบบขึ้นเขา เราก็ถึงจุดหมายปลายทางของเรา Shoya No Yakata โรงแรมที่มีบ่อออนเซ็นสีฟ้าโคบอลท์


          เดินเข้าไปเราจะเจอกับ reception เล็กๆ สำหรับซื้อตั๋วแช่ออนเซ็น ค่าเข้าอยู่ที่คนละ 800 เยน




          ซื้อตั๋วเสร็จ ก็เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ เพื่อไปยังบริเวณออนเซ็น ไม่ต้องกลัวหลงทาง เพราะเราสามารถเห็นควันพวยพุ่งจากบริเวณบ่อได้อย่างชัดเจน เราก็แค่เดินตรงไปยังทิศทางนั้น




          ที่นี่เป็นบ่อแยกหญิงชาย เข้าไปก็เปลี่ยนชุด แล้วเก็บของในล็อกเกอร์ตามปกติ เหมือนออนเซนที่อื่นๆ แต่ความแตกต่างคือน้ำสีฟ้าใส ที่เค้าว่าช่วยในเรื่องของผิวพรรณได้ดี แช่แล้วผิวรู้สึกนุ่มลื่นมากๆ


          แช่ไปกว่า 20 นาที ให้คุ้มกับที่เดินมา จากนั้นก็เดินเล่นบริเวณโรงแรมอีกนิดหน่อย บรรยากาศในโรงแรมดูเงียบสงบ แล้วก็ร่มรื่นมาก อยู่ตรงนี้แทบไม่มีเสียงความวุ่นวายเลย


          เดินกลับออกมานอกโรงแรม เจอม้านั่งเล็กๆ เราสองคนเลยเอาเจ้า B-Speak โรลเค้กที่หอบหิ้วมาแต่เช้าออกมากินด้วย



          เปิดกล่องออกมา  ได้กลิ่นหอมของครีมเตะจมูกอย่างจัง ถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบโรลเค้กมากนัก แต่ต้องขอยอมรับว่า โรลเค้กร้านนี้อร่อยจริงๆ



           เราเดินย้อนกลับตามทางเดิมที่มา ระหว่างทาง เรามีร้าน Cafe ที่หมายตาไว้แล้วด้วย เป็นคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ในแกลลอรี่ ชื่อว่า The Theo Murata Tea Room



          ทางเข้าจะต้องเดินผ่านส่วนของแกลลอรี่ก่อน



          เข้าไปด้านใน ให้ความรู้สึกเหมือนคาเฟ่ลึกลับ  Secret Garden บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการนั่งพักผ่อน



          ร้านเป็นกระจกเกือบรอบทุกด้าน มองออกไปเป็นสวนขนาดเล็ก



          เราสั่ง Chocolate ร้อน และชีสเค้ก ที่เค้าว่าเป็นของที่พลาดไม่ได้ เราชอบขนมและบรรยากาศของร้านนี้มาก จนเราให้เป็น 1 ใน 10 cafe ที่น่าไปของคิวชู ที่เราเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ( ใครสนใจ ลิ้งนี้เลย 10 Cafe in Kyushu )


          Chocolate อร่อยมากจริงๆ เข้มข้น และหวานกำลังพอดี จิบ chocolate ร้อนๆ หลังจากแช่ออนเซ็นมันมีความสุขสุดๆ



          ในร้านยังมี  chocolate ให้ซื้อกลับบ้านอีกด้วย



          และแล้วเราสองคนก็เดินกลับมาถึงย่านถนนคนเดินของยูฟุอินอีกครั้ง ในเวลาประมาณ 4 โมงครึ่ง หลังจากแอบไปปลีกวิเวก แช่ออนเซ็นบนเขากันหลายชั่วโมง

ร้านขายของเล่นเก่าๆ สำหรับเด็กยุค 90s อย่างเรา 

          เดินเข้าร้านนู้น  ออกร้านนี้ ไปตลอดทาง





          ร้านขายน้ำผึ้งอีกร้าน



           ร้านที่ทำให้เราเสียตังค์ก็คือร้านขายของเกี่ยวกับน้องหมานี่แหละ  น่ารักมากๆ





           ส่วนใครเป็นสายทาสแมว ไม่ต้องกลัว  มีร้านน้องแมวเช่นกัน





          เดินไปมาจนค่ำ ร้านต่างๆก็เริ่มทยอยปิดกันตั้งแต่ 5 - 6 โมง เหมือนที่หลายๆคนบอกจริงๆ ว่าตอนกลางคืนเงียบเหงามาก แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้แล้ว เราจึงเตรียมหาอะไรทำไว้เรียบร้อย
          มุ่งหน้ากลับไปยังโรงแรม Ryokan Jyounoyo ลืมบอกไปว่าโรงแรมนี้มีออนเซ็นส่วนตัวบนดาดฟ้าด้วย และเราได้จองเวลาแช่ไว้ตั้งแต่ตอนเช้าที่มาเช็คอิน โดยแต่ละครั้งจะแช่ได้ 1 ชั่วโมง



          รับกุญแจที่ lobby ด้านล่าง แล้วก็มุ่งตรงขึ้นไปยังดาดฟ้า เป็น Sweet Gimmick ของทริปนี้เลยทีเดียว ใครมากับครอบครัว หรือคู่รักไม่ควรพลาด ยิ่งมา Honeymoon ยิ่งเหมาะมาก (อิอิ) เพราะมีบ่อเล็กๆส่วนตัว ให้แช่พร้อมดูดาวไปด้วย


          จบวันนี้ด้วยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขา พรุ่งนี้เราจะไปต่อกันที่ Kurokawa Onsen


No comments:

Post a Comment