Sunday, January 22, 2017

Autumn in Kyushu Ep.8 กินเพลินๆ ที่ Fukuoka


ฟูกุโอกะ == ของกิน
ยอมรับว่าเมืองนี้มีอาหารเเละขนมหลากหลายมาก 
อยากกินไปซะทุกอย่าง
ตั้งเเต่เเพนเค้กนุ่มฟู ราเมนกลมกล่อม 
ไวน์ร้อนๆที่ตลาดคริสต์มาส จนปิ้งย่างริมเเม่น้ำนากะ
วันนี้ 2roamwithlove จะพาไปชนเเก้วกับเพื่อนๆชาวญี่ปุ่นกัน
Kanpai!




          เริ่มต้นเช้าวันใหม่ วันนี้เราจะต้องบอกลายูฟุอินกันแล้ว  หลังจากพักอยู่ที่นี่ถึง 2 คืน วันนี้เรามุ่งหน้าสู่ ฟุกุโอกะ โดยเช็คเอาท์กันตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพื่อไปรอขึ้นรถไฟที่สถานียูฟุอิน


          นั่งรถไฟขบวน Limited Express Yufuin 2 ที่ออกเดินทางเวลา 09:07 ตรงสู่สถานี Hakata ใช้เวลารวมประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที


          ในที่สุด เราก็มาถึงฟุกุโอกะ  เมืองหลักของภูมิภาคคิวชู


          เราเลือกพักโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานี Hakata เพราะไม่อยากเข็นกระเป๋าเปลี่ยนขบวนรถไฟใต้ดินอีก ยิ่งใกล้จบทริปมากขึ้นเท่าไหร่ กระเป๋าเราก็ดูเหมือนจะหนักมากขึ้นตามไปด้วย  ส่วนใหญ่ก็มาจากน้ำหนักของขนมที่ตระเวนซื้อเกือบทุกเมืองที่แวะมานั่นเอง



          เราสองคนจะพักที่ฟุกุโอกะทั้งหมด 2 คืน โดยเราเลือกโรงแรม Hotel New Gaea Hakata-Eki Minami ที่เราจองผ่านกับเว็บ Booking.com  เดินเเค่ 8 นาทีจากสถานี Hakata ก็ถึง


          ใกล้ๆโรงแรมมีทางเดินที่เต็มไปด้วยกราฟฟิติ ตลกๆ น่าสนใจ เราเลยแวะเก็บภาพกันสักหน่อย


          ฝากกระเป๋าเสร็จแล้ว เราสองคนก็เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินจากสถานี Hakata ไปยังสถานี Tenjin Station เพื่อหาอะไรกิน



          ออกมาจากสถานีก็เจอร้านค้ามากมายคอยทำให้วอกแวก  ยิ่งช่วงใกล้คริสมาสตร์ ห้างต่างๆพากันตกแต่งห้างของตัวเองกันอย่างเต็มที่


          เป้าหมายแรกของเราในฟุกุโอกะวันนี้คือร้านแพนเค้กนุ่มฟู ที่เราบังเอิญเห็นจากเว็บไซต์เว็บหนึ่งระหว่างหาข้มูลท่องเที่ยวฟุกุโอกะ  และภาพของแพนเค้กมันช่างติดตราตรึงใจเรามาก จนเราสัญญากับตัวเองว่าต้องไปลองให้ได้


          ร้านนี้ชื่อว่า Cafe & Book Bibliotheque ร้านตั้งอยู่ใต้ดินชั้น B1 ของห้าง Vioro ที่อยู่ใกล้สถานี


          เราไปถึงร้านก่อนเที่ยงไม่กี่นาที ตอนนั้นยังมีโต๊ะว่างอยู่หลายโต๊ะ แต่พาเลยเที่ยงไปเล็กน้อย พนักงานออฟฟิศสาวๆ ก็มาที่ร้านจนแน่นไปหมด



          แอบบอกว่าเด็กเสิร์ฟที่นี่ทั้งหญิงและชายดูดีเลยทีเดียว ....


          กลับมาเรื่องอาหาร  เราสั่งแพนเค้กที่ถือว่าเป็นเมนูหลักของร้าน ชื่อว่า Standard Pancake ราคา 1,100 เยน


          อร่อยมาก  แพนเค้กหอมเนยสุดๆ  แต่รสชาติไม่เลี่ยน  แถมแป้งนุ่มมมละมุน  กินกับไอติมและเบอรรี่ที่โปะมา เริศ



          นอกจากแพนเค้กแล้วที่นี่ยังมีอาหารคาว และเครื่องดื่ม  แต่เรายังต้องไปกินอีกหลายที่ จึงขอข้ามอาหารคาวไปก่อน สั่งแต่ขนม กับเครื่องดื่ม  ที่เราเลือกมาคือ Salt Caramel Latte (710 เยน) มาทานคู่กับแพนเค้ก  ส่วนคุณแฟน สั่ง Hot Marchmallow Chocolate (710 เยน) เป็น Chocolate ร้อนที่มีมาชมาโล่ โปะมาด้านบน  หน้าตาดี  แต่ค่อนข้างออกไปทางหวาน  ส่วนกาแฟของเราอร่อย กลมกล่อม


         หลังจากเสร็จภารกิจการกินร้านแรก เราตัดสินใจเดินเล่นแถวนั้นไปเรื่อยๆ  เพื่อย่อยอาหาร


          โดยเราเดินไปยังเส้นทางที่มุ่งสู่อาคาร  ACROS Fukuoka 



           ACROS Fukuoka เป็นตึกที่ใช้ concept Green Building โดยตึกถูกออกแบบให้มีเทอร์เรส เหมือนเป็นขั้นบันได แต่ละขั้นถูกตกแต่งด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธ์ คลุมเกือบทุกส่วนของตึก รวมแล้วประมาณ 35,000 ต้น



          ภายในเป็นฮอลล์จัดแสดงคอนเสิร์ต และแกลลอรี่


          ตึกที่ใช้ Green Building คอนเซ็ป ช่วยให้ตัวตึกรักษาอุณหภูมิที่กำลังพอดี ทำให้ช่วยลดการใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังเหมือนเป็นที่อยู่ของนกที่อยู่ในเมืองอีกด้วย  บริเวณนี้ถือว่าเป็นพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง Fukuoka นั่นเอง




          เรายังคงเดินต่อ  โดยมุ่งหน้าสู่แม่น้ำ  เพื่อไปยัง Canal City ห้างดังของเมืองฟุกุโอกะ


          เดินเลียบแม่น้ำ นากะ ไปเรื่อยๆ


           ไม่นานก็ถึง Canal City ห้างที่เป็นที่ตั้งของสถานที่กินอีกหนึ่งที่ ที่เราต้องพิชิต  นั่นก็คือ Ramen Stadium นั่นเอง

          แต่ก่อนจะกิน  ก็ขอเดินช็อป  สักแปร๊บนึง  ส่วนมากก็ Window Shopping ซะมากกว่า  ไม่ได้ซื้ออะไรเท่าไหร่  แต่ชอบดูของน่ารักๆ



          ที่นี่มี Disney Store ด้วยนะ อยู่ชั้น 2


           ส่วน Ramen Stadium ตั้งอยู่บนชั้น 5


           มันคือสวรรค์ของคนชอบกินราเมงเลยทีเดียว  บริเวณนี้จะมีราเมงทั้งหมด 8 ร้านจากทั่วประเทศให้เลือกกินกันให้เต็มที่  โดยไม่ต้องตระเวนไปไหนไกล  มารวมกันที่นี่ทั้งหมด



           หลังจากดูแล้วดูอีก เดินวนไปมา  ในที่สุดคุณแฟนของเราก็เลือกร้าน KEIKA จากจังหวัด Kumamoto



           เพราะดูเหมือนจะเป็นร้านที่คึกคักที่สุดในวันนั้น


          จิ้มเมนูที่อยู่ในภาพโปสเตอร์ ได้มาเป็นราเมง  ราเมงซุปกระดูกหมู โปะมาด้วยหมูชิ้นโต3 ชิ้น  ผัก และไข่ต้ม  ส่วนเรานั่งดูเฉยๆ  เพราเห็นขนาดถ้วยแล้ว  ขอไม่สู้  ทีแรกว่าจะกินสัก 2 ร้าน  แต่แฟนเราบอกไม่ไหวจริงๆ  จุกมาก

ร้าน Keika จาก Kumamoto
           กินเสร็จแล้ว แต่ฝนก็ยังคงตกอยู่ เราเลยไปเดินย่อยต่อในห้างก่อน 





           เดินไปก็ได้ยินเสียงดนตรี  พร้อมเสียงกร๊ดจากสาวๆ เราเลยวิ่งไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น


          ที่แท้คือเสียงกรี๊ดของติ่งเกาหลี  หรือแฟนคลับนักร้องเกาหลีนั่นเอง เพราะวันนั้นทีโชว์จากไอดอลเกาหลี  เราดูอยู่ห่างๆจากด้านบน  แต่มองไม่ออกว่าคือวงอะไร (ใครรู้พิมพ์มาบอกเราที) นี่ถ้าเป็นลงที่เราติดตาม เราคงไปร่มกรี๊ด เป็นอีกหนึ่งติ่งของวันนั้น


         ร้าน Jump Shop ก็มีนะ  อยู่ชั้นล่างสุดเลย


          เดินไป เดินมา จนเกือบทั่วห้าง ฝนก็ยังไม่หยุด เราเลยตัดสินใจไปถ่ายสติ๊กเกอร์ Purikura เพื่อค่าเวลา แต่พอเข้าไปดูก็ติดใจกับ Purikura ที่นี่มาก เพราะมีชุด Costume ให้เปลี่ยนด้วย  แถมตู้ยังมีให้เลือกหลายแบบหลายสไตล์ไปหมด


            ว่าแล้ว เราก็ขอแปลงร่างเป็นสาว Maid Cafe สักหน่อย


           จากการค่าเวลา กลายมาเป็นความอิน  เล่นไม่เลิก ได้รูป Sticker กลับมาเป็นที่ระลึกหลายชุดเลย


          เป้าหมายสุดท้ายของเราก่อนออกจาก Canal City คือร้านน่ารักอย่าง Moomin Cafe ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของ Canal City ร้านเด่นหาง่าย เราเล็งไว้ตั้งแต่ที่เข้ามาว่า ยังไงก็ต้องลองร้านนี้ให้ได้



          ข้างในตกแต่งด้วยคาแรกเตอร์จากเรื่อง Moomin ทั้งสิ้น  ต้องบอกก่อนว่าเราไม่เคยดูเจ้าการ์ตูนมูมินนี่หรอก แต่เราก็ชอบความน่ารักของมันมาก  อ้วนๆ ตุ้ยๆ ขาวๆ น่ากอด




    ตอนแรกเราเข้าไปในร้าน โต๊ะที่มี Moomin นั่งอยู่เต็มหมดแล้ว  เราเสียใจมากกกก แต่สักพักพนักงานก็อุ้ม Moomin มาให้เราที่โต๊ะ  เย้ ! สรุปก็คือที่นี่พนักงานจะคอยผลัดเปลี่ยน สลับที่นั่งเจ้า Moomin ให้แขกทุกคนได้นั่งกับ Moomin สมใจ  ไม่ต้องกลัวเสียเที่ยว




  เมนูอาหารที่เราสั่งเป็น เมนูพิเศษช่วง Christmas (2,800 เยน) เป็น Set ที่มีเค้กขอนไม้ กับ Hot Latte รสชาติใช้ได้  ถือว่าดีกว่าที่คิด เราะตอนแรกเราคิดว่าร้านแบบนี้คงไม่เน้นรสชาติ เน้นแค่การตกแต่ง  แต่ทุกอย่างก็รสชาติโอเค  เค้กนุ่น และครีมข้างในก็หอมมัน  และถึงราคาจะค่อนข้างแพง แต่จาน กับแก้ว ที่ใช้เสิร์ฟอาหารของ Set นี้  เค้าจะให้เราเอากลับบ้านไปเลยยย ราคานี้จึงเป็นราคารวม ขนม น้ำ จาน  แล้วก็แก้ว นั่นเอง (เค้าจะเอาใบใหม่มาให้ตอนไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ใส่กล่องอย่างดี แพคลงกระเป๋า เอาขึ้นเครื่องสบาย) ส่วนกาแฟ Latte รสค่อนข้างอ่อนไปนิดสำหรับเราที่เป็นคนกินกาแฟเข้ม



            ออกจากร้าน Moomin Cafe ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสนิท  เราจึงเริ่มเห็นการประดับตกแต่งไฟของ Canal City ในช่วงคริสต์มาสตร์ 



         แสงไฟสวยมาก โดยเฉพาะโซนที่เป็นต้นไม้ที่เราชอบที่สุด  เหมือนอยู่ในป่าแฟรี่เลย


          ออกจาก Canal City เราเดินเลาะแม่น้ำไปเรื่อยๆ ยังบริเวณที่มีการตั้งแผงลอยขายอาหารที่เขาเรียกว่า Yatai ที่ตั้งอยู่บริเวณทางใต้ของเกาะ นาคะซึ
ตำเเหน่งร้านค้าปิ้งย่าง ตอนใต้ของเกาะนาคะซึ


           ร้านค้าเหล่านี้จะเริ่มเปิดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ  และเริ่มคึกคักขั้นเรื่อยๆ


       
          เรามาเร็วเลยยังมีที่นั่งเหลืออยู่บ้าง  แต่พอเข้าไปนั่งได้ไม่ถึง 10 นาที ก็มีกลุ่มคนทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวเข้ามาจอย  ผ่านไปแป๊บเดียว รอบข้างก็มีคนมานั่งเบียดกันซะจนเหมือนมาด้วยกันยังไงยังงั้น



           ถึงแม้จะดูนั่งแบบเบียดเสียดคับแคบ  แต่บรรยากาศก็คึกครื้นรื่นเริงดีทีเดียว


           อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารแนวปิ้งย่าง สไตล์กับแกล้ม


           เหมาะกับการกินคู่กับเบียร์เย็นๆเป็นที่สุด



           หลังจากกินอาหาร และบรรยากาศในร้าน Yatai สไตล์คน Hakata เสร็จเรียบร้อย  เรา 2 คนตัดสินใจเดินกลับไปยังย่าน Tenjin อีกครั้ง เพื่อไปเดินเล่นที่ Tenjin Underground (หรือ Tenjin Chikagai)แหล่ง shopping ใต้ดินที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่น


          ระหว่างทางเจอร้านอาหารไทยด้วย



          ที่ shopping ใต้ดินที่นี่กว้างใหญ่มาก ไม่คับแคบแออัดอย่างที่เราคิดเลย


ส่วนใหญ่เป็นร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องสำอางค์


             แต่ร้านขนมดังๆ อย่าง BAKE Cheese Tart จาก Hokkaido ก็มีนะ


          Godiva ก็มีด้วย


           ง่ำๆ  อิ่มก็อิ่ม  แต่ก็ยังจะกิน  


          เราลองเดินไป - กลับ Tenjin Underground แห่งนี้ดู  ต้องขอบอกว่าใหญ่จริงๆ เล่นเอาเมื่อยเลย 


          ใครเป็นขา Shop ไม่ต้องกังวลนะ ในนี้มีทั้งห้องน้ำ และโซนให้นั่งพัก อาหารก็มี  ใครจะมาอยู่ทั้งวันเลยก็ยังได้  แต่สำหรับเรา  ขอกลับก่อนดีกว่า


          เรานั่งรถไฟย้อนกลับไปยัง Hakata City เพื่อกลับโรงแรม  แต่ก่อนกลับ ก็อดไมได้ที่จะแวะไปยัง Christmas Market หน้าสถานี ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม



มีซุ้มอาหารน่าสนใจหลายอย่างเลย







          แต่ที่น่าลองที่สุดก็เจ้า Hot Wine (หรือ Mulled Wine) นี่แหละ  จิบไวน์ร้อน ท่ามกลางอากาศหนาวๆ  ฟินที่สุด


           ไวน์จะใส่มาในแก้วเซรามิก ราคาอยู่ที่ 1,000 เยน โดยที่เราสามารถนำแก้วกลับไปเป็นที่ระลึกได้ แถมถ้านำแก้วกลับมาเติมครั้งที่ 2 ก็จะได้ไวน์ร้อนในราคาที่ถูกลงด้วย จะเหลือแค่ 700 เยนเท่านั้น



          ซื้อของกินเสร็จแล้ว ก็หาโต๊ะนั่ง ฟังดนตรีสดกันต่อ



            บรรยากาศดี๊ดี


            และแล้วก็จบการทัวร์กิน ของ Fukuoka ลงเพียงเท่านี้ พรุ่งนี้เราสองคนจะพาไป 1 Day Trip ใกล้ๆฟุกุโอกะกัน  จะเป็นที่ไหน คอยติดตามกันนะคะ


No comments:

Post a Comment