Friday, March 10, 2017

Autumn in Kyushu Ep. 9 ล่องเรือในชุดกิโมโน ที่ Dazaifu & Yanagawa


          เริ่มเช้าวันใหม่ กับแผนการท่องเที่ยว 1 Day Trip ที่เที่ยวใกล้ๆ ฟุกุโอกะ ซึ่งก็หนีไม่พ้น การไปเที่ยวยังศาลเจ้าชื่อดัง Dazaifu และล่องเรือที่ Yanagawa ที่ไม่ว่าใครที่มาเที่ยวฟุกุโอกะ ก็ต่างต้องแวะไป

           แต่เรา 2 คน มีแพลนที่จะทำให้การไปเที่ยวสถานที่นี้พิเศษ ขึ้นอีกสักหน่อย ....


          เราเริ่มด้วยการมุ่งหน้าไปยังสถานี Hakata เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังสถานี Tenjin


          เพื่อไปซื้อตั๋วไปยัง Dazaifu และ Yanagawa เพราะตอนนี้ North Kyushu Pass ของเรานั้นได้หมดอายุไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การซื้อตั๋วนี้จะต้องทำการปริ้นแบบฟอร์ม จากเว็บไซต์มาไว้ก่อน จากนั้นกรอกรายละเอียด และนำไปยื่นที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว

รายละเอียดดูได้จาก กดลิ้งนี้ http://www.ensen24.jp/global/english/ticket/i_dazayana.html 
และแบบฟอร์ม ลิ้งนี้เลยจ้า http://www.ensen24.jp/global/english/pdf/i_dazayana.pdf




           ราคาตั๋วไปยัง Dazaifu และ Yanagawa รวมค่ารถไฟไว้แล้วทั้งสามต่อ ทั้งรถไฟขาออกจากฟุกุโอกะไปยังดาไซฟุ รถไฟจากดาไซฟุไปยังยานากาวะ และจากยานากะวะกลับมาที่ฟุกุโอกะอีกครั้ง และยังรวมให้ส่วนลดในการเข้าชมสถานที่ต่างๆ และการล่องเรือที่ยานากาวะอีกด้วย สนนราคารวมอยู่ที่คนละ 2,930 เยน



Credit: http://www.ensen24.jp/global/english/ticket/i_dazayana.html
Please print and fill out the Order Sheet, and bring it to the ticket counter.
StationAdultChild
Fukuoka (Tenjin)¥2,930¥1,420
Yakuin¥2,930¥1,420
http://www.ensen24.jp/global/english/ticket/i_dazayana.html

  • ・A Nishitetsu train round-trip discount ticket
    Starting station ↔ Dazaifu Station ↔ Yanagawa Station
  • ・A canal punt tour discount ticket
    Yanagawa Kanko Kaihatsu Boat Boarding Pier – Okinohata (Disembarkation Pier)
          หลังจากได้ตั๋วมาอยู่ในครอบครองให้อุ่นใจ และเล็งเวลารถไฟรอบ 12:17 เอาไว้แล้ว เราก็ออกเดินไปยังจุดหมายต่อไป




           ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเที่ยวในวันนี้ สถานที่ ที่จะช่วยแปลงร่างให้เราเป็นสาวญี่ปุ่น 1 วัน
           ครั้งที่แล้วตอนไปเที่ยวเกียวโต เราได้รีวิวการแต่งกิโมโน เดินเที่ยววัดคิโยมิซึ และศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ ไปแล้ว อ่านได้จากลิ้งนี้ Kyoto ย้อนเวลาในชุดกิโมโน  
           มาคราวนี้เราจะมาแต่งชุดกิโมโนไปเที่ยวศาลเจ้าดาไซฟุ และไปล่องเรือที่ยานากาวะกัน

            โดยครั้งนี้ ร้านที่เราจะไปเช่ากิโมโนมีชื่อว่า Kimono Rental Mayu No Kai ร้านตั้งอยู่ที่ ชั้น 4 ของตึกเลขที่ 3-4-8 Tenjin (แผนที่ด้านล่าง) เดินจากสถานีใต้ดิน Tenjin ประมาณ 5 นาที



          ขั้นตอนการจอง คือ โทรไปจอง ที่เบอร์ 092-286-4478 โดยพนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลีได้ สามารถโทรได้ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม (เวลาญี่ปุ่น)  แจ้งวัน เวลา และจำนวนคนที่จะเช่าชุดกิโมโน

ชุดนี้สำหรับนักเรียนเท่านั้น  แต่เห็นน่ารักดี เลยถ่ายมา

           ทางร้านจะเปิดเวลา 11 โมง แต่ตอนเราไปไปก่อนเวลาเล็กน้อย ร้านก็เปิดแล้ว และเช่าชุดได้จนถึง 1 ทุ่ม ดังนั้น 1 ทุ่มเราควรต้องกลับมาถึงร้าน (ร้านจะปิดทำการ 2 ทุ่ม)

          ราคาเช่าอยู่ที่วันละ 5,000 เยน  มีทั้งชุดของผู้หญิง และผู้ชาย  ราคานี้รวมกระเป๋า รองเท้าด้วย แต่บนเว็บไซต์ทางร้านเขียนไว้ว่าไม่มีบริการทำผม  

           เราไปถึงร้าน พนักงานก็ยิ้มแย้มทักทาย และถามเรื่องการจองคิว พอเราแจ้งชื่อไป เค้าก็จะพาเดินไปเลือกกิโมโน และสายโอบิ แบบตั้งใจมาก  คือช่วยดูว่าสีไหนเข้ากับเรา และกิโมโนสีนี้ จะเข้ากับสายโอบิแบบไหน  เรียกได้ว่า service เป็นเลิศ เหมือนมี Personal Shopper ส่วนตัวเลยทีเดียว


          เสร็จแล้วก็ช่วยเราแต่งตัวกันยกใหญ่ ชุดหนึ่งมีคนรุม 2 คนอย่างน้อย พอแต่งเสร็จก็ช่วยเลือกกระเป๋า รองเท้าให้อีก  แต่ที่ surprise สุดคือ สุดท้ายลากเราไปนั่ง และทำผมให้ด้วย ทั้งๆที่ในเว็บบอกว่าไม่มีบริการทำผมให้ เราดีใจมาก  แบบนี้วันนี้เราก็เป็นสาว   ญี่ปุ่นเป๊ะๆเลยสินะ ตอนแรกแอบทำใจว่าทรงผมคงแค่รวบๆเอาเองง่ายๆซะแล้ว  และอีกเช่นเคย ขอชื่นชม skill การทำผมของคนญี่ปุ่น คือน่ารัก รวดเร็ว และอยู่คงทนมาก




            แต่การบริการด้วยใจของร้านนี้ยังไม่จบแค่นี้ ยังขอเชิญเราไปถ่ายรูปด้านล่างตึก พร้อมกับเอา prop มาประกอบให้ด้วย  เราปลื้มมาก รู้สึกเหมือนวันนี้เป็นคนพิเศษเลย



           เรียกให้ถ่ายรูปคู่กับคุณสามีด้วย  เรื่องการแต่งตัวของคุณผู้ชายไม่สามารถบรรยายได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ออกมาดูดีเลยทีเดียว



           หลังจากแปลงร่างเสร็จ เรา 2 คนก็วิ่ง .... วิ่งจริงๆ เพราะด้วย full service จากทางร้าน ทำเอาเราเสียเวลาไปเยอะ เกือบจะไม่ทันรถไฟรอบที่ตั้งใจไว้ แถมการวิ่งในชุดกิโมโนนั้น มันไม่ง่ายเลย ช่างท้าทายเหลือเกิน ต้องอาศัยการซอยเท้าถี่ๆ และวิ่งแบบคาวาอี้สุดๆ (ใครจะไปใส่ ขอให้ลองวิ่งดู แล้วจะรู้) แต่ด้วยความสปีดของเรา ก็ไปขึ้นรถไฟทันอย่างฉิวเฉียด

           การไป Dazaifu จากสถานีเทนจินนั้นตั้องต่อรถไฟ 2 ต่อ โดยรอบแรกเราจะนั่งขบวน Nishitetsu Tenjin-Omuta Line Exp. ไปยังสถานี Nishitetsufutsukaishi ก่อน จากนั้น ต่อรถไฟขบวนที่ชื่อว่า Nishitetsu Dazaifu Line ไปยัง Dazaifu


          ขบวนแรกเราก็ขึ้นไปนั่งตามปกติ แต่พอต่อขบวนที่ 2 นี่แหละ ... เราต้องเล็งดีๆ ว่าจะขึ้นตู้ไหน ...
           สาเหตุก็เพราะ เจ้ารถไฟ Nishitetsu Dazaifu Line นั้นมีลูกเล่น gimmick อยู่ตรงตู้รถไฟแต่ละตู้ ที่จะมีการตกแต่งด้วยลายด้านในที่ต่างกันไป และแต่ละลายจะเหมือนเครื่องราง หรือการขอพรในแต่ละเรื่อง 

ตู้รถไฟ Kaiawase Monyo


            และแน่นอน ว่าเราสองคนเลือกที่จะขั้นไปยังตู้ที่เป็นเรื่องของความรัก ชื่อลวดลายของตู้รถไฟนี้คือ Kaiawase Monyo ( paired seashell pattern) หรือ Love Knot  เป็นลวดลายของเปลือกหอย  แต่ทำไมเปลือกหอยถึงเกี่ยวกับความรักนะ ?
           เค้าได้เขียนไว้ว่า สมัยก่อนมีการเล่นเกมส์ โดยการแยกฝาหอย  แล้วกระจายบนพื้น ผู้เล่นต้องพยายามจับคู่เปลือกหอยให้ได้ และ มีเพียงแค่ฝาที่มาจากเปลือกหอยอันเดียวกันเท่านั้น ถึงจะประกบกลับไปได้พอดี นั่นเอง จึงเหมือนกับคู่หญิงชาย ที่เป็นเนื้อคู่กัน ก็จะได้มาพบเจอกัน



           
          นอกจากเรื่องความรักแล้ว ก็จะมีตู้ลายดอกบ๊วยที่ช่วยเรื่องการศึกษา ลายกระดองเต่า ช่วยเรื่องสุขภาพและอายุยืนยาว ลายขนนกที่ปลายลูกธนูช่วยเรื่องความโชคลาภ ลายกระต่าย ช่วยให้คลอดบุตรง่าย และลาย Cloisonne Pattern เป็นลายที่นิยมเพ้นบนเครื่องเซรามิก ช่วยในปกป้องคุ้มครองคยในครอบครัว






          นั่งรถไฟไม่นาน ประมาณ 30 นาที เราก็มาถึงสถานี ดาไซฟุ แล้ว เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงศาลเจ้า แต่ระหว่างทาง มีอะไรให้แวะดู แวะชิม ตลอด


          อย่างเช่นร้านนี้ ที่เป็นร้านขาย เมนไตโกะ ของขึ้นชื่อของแถบนี้



          มีให้ตักชิมกันได้เต็มที่




           และมีผลิตภัณฑ์จากเมนไตโกะหลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

           ร้านที่ 2 ที่ไม่ว่าใครก็ต้องหยุดถ่ายรูปก็คือร้าน Starbuck สาขา Dazaifu ที่โด่งดัง จากการตกแต่งร้านที่ไม่เหมือนสาขาอื่นใดในโลก




           สุดท้ายเราก็เดินถึงศาลเจ้ากันสักที เห็นเราเรียก ศาลเจ้าดาไซฟุๆกัน จริงๆแล้วชื่อเต็มๆคือ Dazaifu Tenmangu Shrine ศาลแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าที่ชื่อว่า Sugawara  no Michizane ที่เป็นเทพแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นศาลเจ้าแห่งนี้จึงเป็นศาลเจ้าที่คนมาขอพรเกี่ยวกับการเรียน โดยเฉพาะการขอให้สอบผ่าน นั่นเอง


          จุดที่เราชอบที่สุดของศาลเจ้าแห่งนี้ คือสะพานโค้งๆ ที่ทอดผ่านจากประตูทางเข้าตรงเข้าสู่ศาลเจ้าหลัก




          มุมที่ถ่ายรูปออกมาสวยคือบริเวณสวนใกล้ๆกับสะพาน







           และไปขอพรกันสักหน่อย (ถึงจะผ่านวัยเรียนไปนานแล้วก็ตาม  ... อย่าถามว่านานเท่าไหร่)








          ไม่ไกลจากศาลเจ้า Dazaifu มีศาลเจ้าเล็กๆชื่อว่า Komyozenji เป็นศาลเจ้าเซน ที่ขึ้นชื่อเรื่องสวยสไตล์ญี่ปุ่น ที่งดงาม



          ระหว่างทางยังมีใบไม้แดงให้เห็นประปราย ถึงจะไม่เยอะทั่วทั้งบริเวณ แต่สีสันยังสด เป็นสีส้มแดงเข้ม




          ด้านในมีสวนหิน  ที่มีลวดลายบนพื้นสวยงาม


          สวนด้านในขึ้นชื่อว่าเป็นสวนที่เหมาะกับการชมใบไม้แดง แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเราค่อนข้างจะมาช้าไปซะแล้ว ใบไม้จึงล่วงไปเกือบหมด น่าเสียดาย





           โดยรวมเราชอบที่นี่มากกว่า Dazaifu Tenmangu เสียอีก เพราะเงียบสงบปราศจากนักท่องเที่ยว ใครมาแถวนี้ขอให้ลองแวะมา โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ไม่ควรพลาด



         กลับออกมาด้านนอก เราเดินย้อนกลับไปยังสถานีรถไฟ แต่ระหว่าทางก็ไม่ลืมที่จะลองของขึ้นชื่อของศาลเจ้าดาไซฟุ นั่นก็คือ โมจิย่าง  ที่มีขายมากกว่า 10 ร้านในบริเวณทางเข้าศาลเจ้า



          ต่อจากนั้นก็ลองลูกชิ้นปลาทอดใส้ชีสสส


          แล้วก็ต่อด้วยไดฟุกุสตรอเบอรรี่ (หมวดล่าของกิน ON  สุดๆ)

ร้าน Onigawaramonaka Tenzan
           ถึงโมจิย่างจะเป็นของขึ้นชื่อ และอร่อย  แต่รางวัลชนะเลิศ เรายกให้ ไดฟุกุที่สอดไส้ด้วยตรอเบรรี่ลูกโต เพราะตอนนั้นอร่อยจนรู้ตัวอีกที เขมือบไป 3 ลูก (ลูกไม่เล็กเลยด้วย)


          ดึงสติกลับมาได้อีกทีก็ตอนยกนาฬิกาขึ้นมาดู แล้วเห็นว่าเกือบจะตกรถไฟนี่แหละ เราถึงได้หยุดกิน แล้วรีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิต เพื่อไปขึ้นรถไฟไปยัง Yanagawa


          จากสถานี Dazaifu ไปยังสถานี Nishitetsuyanagawa ใช้เวลาประมาณ 40 นาที



           เมือง Yanagawa นั้นดูเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ และต่อให้ไม่ได้ทำการบ้านมาก่อน ว่าอะไรคือของเด็ดของเมือง ออกมาจากสถานี คุณก็จะรู้ได้ทันที เพราะหันไปทางไหนก็เห็นแต่รูป "ปลาไหลย่าง" หิวววววว


           แต่ ยังไม่ถึงเวลากิน ก่อนอื่นต้องไปล่องเรือ รอบสุดท้ายเสียก่อน ข้างๆสถานี จะเป็นที่ติดต่อเพื่อไปนั่งเรือ โดยแจ้งเจ้าหน้าที่ จากนั้นนั่งรอ จะมีรถตู้คันเล็กๆมารับ เพื่อพาไปยังจุดลงเรือ



           นั่งรถไปไม่นานก็ถึง บริเวณที่เราจะมานั่งเรือกัน



           ดูสงบ และสะอาดสะอ้านมาก


         ระหว่างรอเวลาเรือออก ก็เห็นเรือลำอื่นผ่านไปมา ผู้โดยสารแต่ละคนดูยิ้มแย้มอารมณ์ดีกันทั้งนั้น




           เมื่อถึงเวลา 16:30 ก็ถึงคิวของเรา ที่จะได้ล่องเรือ


          เรือลำนึงจะจุได้ประมาณ 8-10 คน พร้อมคุณลุงคนถ่อเรือที่จะยืนอยู่ท้านเรือตลอด พร้อมบอกเล่าเรื่องต่างๆ ไปตลอดทาง  แน่นอนเราฟังไม่ออก



             แต่เรื่องราวจากคุณลุงนั้นก็คงไม่จำเป็น เมื่อมีภาพสวยๆตรงหน้าเป็นตัวถ่ายทอดเรื่องราว วิถีชีวิตของคน และสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้




          ผู้ร่วมทริปในครั้งนี้เป็นชาวญี่ปุ่นมาเป็นกลุ่มเพื่อนกลุ่มใหญ่ ที่น่ารักมาก ชวนคุย และถ่ายรูปให้เราสองคน เราจึงได้รูปคู่ในการล่องเรือครั้งนี้



          ระหว่างทาง คุณลุงถามว่ามีใครอยากกินอะไรมั้ย มีร้านขายขนมริมน้ำให้แวะเติมพลังได้


           แน่นอนเราไม่พลาด เลือกจิบ Amazake ที่เราอยากลองมานาน เห็นแต่ในการ์ตูนญี่ปุ่น อยากรู้มานานและว่าสาเกหวาน ที่ทำจากข้าวหมัก รสชาติเป็นยังไง


          จิบ Amazake อุ่นๆ พร้อมซุกตัวใน Kotatsu หรือโต๊ะอุ่นขาของคนญี่ปุ่น พร้อมล่องเรือดูธรรมชาติยามพระอาทิตย์ตก มันทำให้เรามีความสุขมาก และก็อดไม่ได้ที่จะหลงรักสเน่ห์แบบเรียบง่ายของเมือง Yanagawa



          ตบท้ายด้วยการร้องเพลงจากคุณลุง ที่เป็นเพลงท้องถิ่น ถึงแม้ไม่มีเครื่องดนตรี แต่ทุกคนก็ช่วยกันปรบมือ เป็นทำนองให้กับคุณลุง




70 นาทีของการล่องเรือ ที่ตอนแรกแอบคิดว่าจะนานไป อาจจะเบื่อ สุดท้ายกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะบรรยากาศ และเพื่อนร่วมทางที่ดี

          จุดหมายปลายทางของการล่องเรือจะไม่ใช่ที่ๆเราขึ้นมา แต่จะเป็นบริเวณที่มีร้านอาหารขายปลาไหลชื่อดังหลายแห่ง จากนี้สามารถรอรถตู้มารับกลับได้ หรือจะเดินเล่นไปเรื่อยก่อน แล้วนั่ง Taxi กลับไปยังสถานีรถไฟก็ได้  แต่เราสองคนนั้นไม่มีเวลา เนื่องจากต้องรีบนั่งรถไฟกลับไปยัง ฟุกุโอกะ เพื่อคืนชุดกิโมโนตอน 1 ทุ่มให้ทัน



          เราจึงนั่งรถ Taxi กลับไปสถานีรถไฟทันที แต่ ... ถ้าหากเราพลาดปลาไหลที่นี่ เราคงนอนไม่หลับ เมื่อถึงสถานี เราจึงวิ่งไปยังร้านขายข้าวหน้าปลาไหลตรงข้ามสถานี แล้วสั่งใส่กล่องกลับบ้าน ... ทำเหมือนอยู่เมืองไทย สั่งมั่วๆ คิดเอาเองว่าเค้าจะเข้าใจ แต่เราย้ำคำว่า เบนโตะ ไปหลายครั้ง คิดว่าเจ้าของร้านคงเข้าใจเรา สุดท้ายเราก็ได้ข้าวหน้าปลาไหลกลับไปกินสมใจ



          ระหว่างนั่งรอรถไฟบนชานชลา  บางครั้งก็เพลียกับความตะกละของตัวเอง แต่ก็ทำภารกิจของวันนี้อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่น และไม่ตกรถไฟด้วย



          กลับสู่ฟุกุโอกะโดยสวัสดิภาพ 


          ขอจบทริป Autumn in Kyushu เพียงเท่านี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาถึง 9 Episode
ตอนหน้าเราจะไปไหน โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ


No comments:

Post a Comment